ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข
ดร.สุรชาติ เผย 15 เรื่องใหญ่ แนะไทยเตรียมรับมือวิกฤตภาษีทรัมป์ ชี้การเมืองผันผวน-เศรษฐกิจเปราะบาง แนะรัฐเร่งวางแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชุดใหม่
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยภายในงาน MOF Journey 150 ปี เส้นทางการคลังไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปี กระทรวงการคลัง ภายใต้เวทีเสวนา Trade war : “เปลี่ยนวิกฤตโลก เป็นโอกาสไทย” ว่า ในหลายปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นสภาวะที่เรียกว่าการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ชัดขึ้น และจะเห็นความผันผวนของการเมืองไทยมากพอสมควร รวมไปถึงเศรษฐกิจไทยก็เริ่มมีปัญหา
โดยมองว่าประเทศไทยระยะถัดไป ในภาวะที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐนั้น การเมืองจะยังมีความทุลักทุเล เศรษฐกิจยังมีความผันผวน สังคมยังเบาะบาง และความมั่นคงยังแกว่งมากขึ้น ดังนั้นจากความผันผวนที่เกิดขึ้น ประเทศไทยควรเตรียมตัวในการรับมืออย่างจริงจังมากขึ้น โดยมองว่ามีอยู่ 15 เรื่องใหญ่ ดังนี้
1.การเตรียมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของไทยชุดใหม่ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ผ่านมา ล้มละลายไปหมดแล้ว จากปัญหาวิกฤตโควิด-19 ในปี ค.ศ. 2020, สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022, การขึ้นดำรงตำแหน่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งหากจะผลักดันยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จะไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศในอนาคตได้ ดังนั้นเราต้องสร้างยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยใหม่ ให้เป็นรูปธรรมและตอบโจทย์กับสถานการณ์ในปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น
2.การเตรียมตัวด้านงบประมาณการเงิน ซึ่งต้องจัดสรรงบประมาณประจำปีให้เหมาะกับขนาดของ GDP สามารถรองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากระเบียบใหม่ของโดนัลด์ ทรัมป์ได้
3.การเตรียมความพร้อมภาคสังคมและปัญหาความมั่นคงของมนุษย์ โดยรัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือกับปัญหาความมั่นคงของประชาชน จากความเสี่ยงเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น เช่น การปิดกิจการซึ่งนำไปสู่เกิดการว่างงานเพิ่มมากขึ้น
4.การเตรียมความพร้อมภาคการผลิต โดยในอนาคตต้องตอบได้ว่าประเทศไทยจะผลิตสินค้าใดให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้
5.การเตรียมความพร้อมภาคอุตสาหกรรม ทั้งนำเข้าและส่งออก จากผลกระทบของการขึ้นภาษีของสหรัฐ
6.การเตรียมความพร้อมภาคเกษตร ซึ่งในมองว่าในอนาคตการตั้งกำแพงภาษีจะกระทบภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก
7.การเตรียมความพร้อมของภาคบริการ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เป็นภาคสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยจากการคาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวจะลดลง อาจจะส่งผลต่อรายได้ของประเทศ
8.การเตรียมความพร้อมของภาคความมั่นคง โดยเฉพาะการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐ ซึ่งมองว่าอาวุธถือเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นในการเจรจา
9.การเตรียมความพร้อมของภาคการเมือง จากสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองต้องมีบุคลากรที่มีความรู้และทีมงานที่ดี รวมถึงความเข้าใจด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศด้วย
10.ดูแลชีวิตของประชาชนจากปัญหาความยากจน ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาสินค้าที่สูงมากขึ้น
11.การรับมือกับการทุ่มตลาดสินค้าจากประเทศจีน ที่อาจทะลักเข้าประเทศไทยและประเทศในเอเชีย หลังจากที่สินค้าจะส่งไปในฝั่งยุโรปตะวันตกไม่ได้
12.การเตรียมพร้อมรองรับการตั้งโรงงานใหม่ และการป้องกันปัญหาสินค้าสวมสิทธิจากจีน โดยมองว่าประเทศไทยต้องมีความจริงจังมากยิ่งขึ้น
13.การเตรียมความพร้อมด้านอารมณ์ของประชาชน ที่อาจรุนแรงขึ้น หากการเจรจากับสหรัฐ ไม่มีความคืบหน้า โดยเฉพาะก่อนเส้นตายวันที่ 7 กรกฎาคม 2568
14.การรับมือกับผลกระทบทางการเมือง หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่หลังวันที่ 7 กรกฎาคม 2568
15.การหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งประเด็นเศรษฐกิจจะเป็นโจทย์ใหญ่ โดยการแจกเงิน เนื่องจากมีคนยากจนเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันโฆษณาหาเสียงเชิงประชานิยมจะเพิ่มขึ้น
“ทั้งนี้ ผมมองว่าความคิดเดิม ความคุ้นชินเดิม ความเชื่อเดิมนั้น ทรัมป์ได้รื้อคำว่าเดิมทิ้งหมดไปทุกอย่าง ดังนั้นฝ่ายการเมืองที่เป็นคนคุมนโยบายต้องคิดให้ได้ เมื่อโลกเปลี่ยนไทยจะตั้งหลักในสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร ผมว่าโจทย์ชุดนี้เป็นโจทย์ที่ใหญ่ที่สุด และรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องคิดใหม่ ทำใหม่ จากโลกใหม่ที่จะเกิดขึ้น”