“พื้นที่ทางการคลัง” หรือ “Fiscal Space” ถูกตั้งคำถามมากขึ้นในปัจจุบัน ว่าจะเพียงพอในการรองรับผลกระทบต่าง ๆ ในอนาคตได้หรือไม่ เนื่องจาก “ฐานะการคลัง” ตึงตัวขึ้น จากการที่รัฐบาลเก็บรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย จนต้อง “ขาดดุลงบประมาณ” ทุกปี และยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี ยิ่งขาดดุลเพิ่มขึ้น
โดยปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลวางกรอบขาดดุลงบประมาณสูงถึง 4.3% ของ GDP หรือ 860,000 ล้านบาท มาจากการตั้งงบประมาณรายจ่ายที่ 3,780,600 ล้านบาท และประมาณการรายได้สุทธิที่ 2,920,600 ล้านบาท
ยิ่งขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง โดยเฉพาะจากสงครามการค้า ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้นโยบายภาษีตอบโต้ จนส่งผลกระทบไปทั่วโลก
สถานการณ์ด้านการคลังล่าสุด ผ่านมา “ครึ่งทาง” ของปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 67-มี.ค. 68) “พรชัย ฐีระเวช” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงว่า รัฐบาลเก็บรายได้สุทธิแล้ว 1.195 ล้านล้านบาทเศษ หากเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า เก็บได้เพิ่มขึ้น 26,503 ล้านบาท หรือ 2.3% แต่หากเทียบกับประมาณการตามเอกสารงบประมาณ ถือว่า “ใกล้เคียง”
ซึ่งหากเข้าไปดูไส้ใน จะพบว่า คำว่าใกล้เคียง ก็คือ จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าไปเพียง 1,807 ล้านบาท หรือ 0.2% เท่านั้น หรือเรียกได้ว่า “ปริ่มเป้า” นั่นเอง
และเจาะลึกเข้าไปอีก จะพบว่า การจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษี ทำได้รวมกันที่ 1.28 ล้านล้านบาท (ก่อนหักรายการคืนภาษี) ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณไป 15,399 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 1.2% หากดูรายกรม จะพบว่า กรมสรรพากรจัดเก็บสูงกว่าประมาณ 10,157 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้า 1.1% ขณะที่กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 21,321 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 7.4% และกรมศุลกากร จัดเก็บต่ำกว่าประมาณการ 4,235 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 6.9%
ซึ่ง “โฆษกกระทรวงการคลัง” ชี้ว่า ผลการจัดเก็บรายได้ดังกล่าว มาจากภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศ และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ ขณะที่ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ จากมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)
“ช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2568 คลังจะติดตามและบริหารการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อรักษาความเข้มแข็งของฐานะการคลังของประเทศให้เอื้อต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่อไป”
นอกจากนี้ สัญญาณเตือนจาก “มูดีส์” ก็ยิ่งทำให้รัฐต้องเร่งหาทางลดการขาดดุลลงโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ตาม “แผนการคลังระยะปานกลาง” ฉบับล่าสุด กระทรวงการคลังชูแนวคิดบริหารการคลัง ภายใต้แนวคิด “Restoring” โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายการคลังที่สอดคล้องกับนโยบายการเงิน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อเข้าสู่กระบวนการ “ลดระดับการขาดดุลให้กลับสู่ระดับปกติ” หรือ “Fiscal Consolidation”
ด้วยการเพิ่มศักยภาพทางการคลัง ทั้งในด้านการเพิ่มรายได้อย่างเหมาะสม ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารการจัดเก็บรายได้ การขยายฐานภาษี และการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายอย่างคุ้มค่าตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล ตลอดจนบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างยั่งยืนในเชิงรุกและรักษาวินัยในการชำระหนี้
โดย “มาตรการระยะปานกลาง” ในด้านการจัดเก็บรายได้ที่จะผลักดัน คือ 1.ผลักดันเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของกรมจัดเก็บภาษี 2.การขยายฐานภาษี ตรวจสอบเชิงรุกเพื่อขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจนอกระบบหรือผู้ประกอบการใหม่ สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรายใหม่และผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษีเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อสร้างความเป็นธรรม
และ 3.การปรับโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ด้วยการปรับปรุงวิธีการคำนวณ วิธีการจัดเก็บค่าลดหย่อน และ ยกเว้นภาษีบางประเภท ควบคู่กับการทบทวนมาตรการชั่วคราวต่าง ๆ ที่ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ให้มีเท่าที่จำเป็น รวมถึงใช้นโยบายภาษีเป็นกลไกส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังพยายามโยนหินถามทางเรื่อง “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี” มาเป็นระยะ แต่หลาย ๆ เรื่อง “พูดง่าย” แต่ “ทำยาก” เพราะกระทบกับคนส่วนใหญ่ อย่างเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่พูดกันมานาน แต่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าปรับขึ้น ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร
นอกจากนี้ ยังโยนหินเรื่องออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มพิเศษ นอกเหนือไปจากการกู้ภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ “ปริ่มเพดาน” แล้ว ตลอดจนโยนหินถึงการ “ขยับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ” จาก 70% ของ GDP เพื่อรองรับการกู้เพิ่มอีกด้วย แม้ว่าล่าสุด ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2568 มีสัดส่วนอยู่ที่ 64.42% หรือจำนวน 12 ล้านล้านบาทเศษ
ล่าสุด “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง โยนหินอีกรอบว่า กำลังมีแนวคิดจะให้ธุรกิจที่มีรายได้มากกว่า 1.5 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย แต่จะให้จ่ายภาษีแค่ 1% เหมือนกับประเทศในยุโรป ซึ่งประเมินว่า จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี และจะช่วยให้การขาดดุลงบประมาณลดลงไปได้
“ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่จำนวนมากหันมาทำธุรกิจ แต่มักจะยื่นแบบรายได้ของธุรกิจให้ต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี เพื่อไม่ต้องเข้าเกณฑ์จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม จะเสียเฉพาะภาษีเงินได้ส่วนบุคคล
ซึ่งกรมสรรพากรอนุญาตให้หักรายจ่ายแบบเหมาจ่ายได้ อาทิ ธุรกิจที่ยื่นแสดงรายได้ต่อปี 1.5 ล้านบาท กรมสรรพากรอนุญาตให้หักรายจ่ายแบบเหมาจ่ายได้ 60% ส่วนที่เหลือนำมาเสียภาษี ก็เสียภาษีปีละหมื่นกว่าบาทเท่านั้น”
เรื่องนี้ “แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง” ยืนยันว่า การเก็บ VAT ในลักษณะดังกล่าว ยังเป็นแนวคิดที่ต้องการเปลี่ยนรูปแบบคิดภาษีผู้ประกอบการใหม่แทนการคิดภาษีแบบเหมาจ่าย ที่ทำให้ธุรกิจบางส่วนไม่ยอมโต เพราะไม่อยากจด VAT โดยเรื่องนี้ มีการหยิบมาหารือกันหลายครั้งแล้ว อยู่ในแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี แต่ต้องรอข้อสรุปอีกที
อย่างไรก็ดี หากเก็บ VAT ดังกล่าว คงต้องทำควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอีรายย่อย หรือ SMEs ด้วย
“เป็นปรับวิธีคิดภาษีในส่วนของคนที่ทำธุรกิจ ไม่ใช่เก็บ VAT จากประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าหรือบริการ”
เป็นการอีกครั้งที่มีการโยนหินถามทางในเรื่องภาษีจากกระทรวงการคลัง แต่สุดท้ายแล้ว จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ก็ต้องขึ้นกับรัฐบาลที่จะต้องเคาะออกมา