Skip to content

อุตสาหกรรมทูน่ามั่นใจกล่อมสหรัฐสำเร็จ พร้อมนำเข้าแลกไทยโดนขึ้นภาษี

08 พ.ค. 2568 | 16:15น.
อุตสาหกรรมทูน่ามั่นใจกล่อมสหรัฐสำเร็จ พร้อมนำเข้าแลกไทยโดนขึ้นภาษี

กลุ่มอุตฯทูน่า-อาหารสัตว์เลี้ยงมั่นใจเจรจาเกลี้ยกล่อมสหรัฐสำเร็จ พร้อมเปิดทางนำเข้าวัตถุดิบ “ทูน่า-แซลมอน-ล็อบสเตอร์” ชี้ไม่กระทบเกษตรกรในประเทศ ระบุสินค้ากลุ่มอาหารยังทำตลาดได้ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ภาษีทำให้แข่งขันหนักขึ้น ราคาสูงขึ้น

ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และในฐานะนายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทย (Thai Pet Food Trade Association : TPFA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการที่สหรัฐออกมาตรการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศที่สหรัฐเสียดุลการค้า และล่าสุดได้เลื่อนออกไป 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 7 กรกฎาคม 2568

แต่ทั้งนี้สหรัฐก็ยังเก็บภาษีขั้นต่ำทุกประเทศเพิ่ม 10% (Universal Tariffs) ซึ่งประเทศไทยก็เป็น 1 ในหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐ รวมไปถึงอาหารสัตว์เลี้ยงและสินค้าทูน่าจากไทย

ปัญหาทรัมป์ 2.0 ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อภาคการส่งออกในอุตสาหกรรมทูน่าไทย ซึ่งส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐ เฉลี่ยอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของการส่งออกไปต่างประเทศ โดยสินค้าทูน่าไทย เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 3 ของโลกที่ส่งออกไปมากสุด ขณะที่การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยเป็นเบอร์ 1 ของโลก โดยไทยส่งออกไปตลาดสหรัฐ อยู่ที่ 30,000 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของการส่งออกไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับคู่ค้าสำคัญของไทยในสหรัฐ ที่ผ่านมายังมีคำสั่งซื้อเข้ามาจนถึงในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ โดยยังสามารถเจรจาผลักดันการส่งออก มีการซื้อขายสินค้าไปได้จนถึงในช่วงปลายเดือนนี้เท่านั้น ซึ่งมองว่าหลังจากนั้น ผู้ซื้อจะมีการพิจารณามากขึ้นว่า คำสั่งซื้อจะมีผลต่ออัตราการเก็บภาษีหรือไม่

“ปกติการส่งออกสินค้าขนส่งทางเรือไปสหรัฐจะใช้ระยะเวลาพอสมควร และในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 นี้จะเป็นช่วงของการส่งมอบสินค้า โดยการขนส่งทางเดินเรือ เพื่อส่งสินค้าไปสหรัฐ ดังนั้น คำสั่งซื้อในช่วงนี้ผู้นำเข้าจะต้องพิจารณาอย่างมาก เพราะในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 จะเป็นช่วงที่ใกล้ครบรอบ 90 วัน ที่สหรัฐขยายระยะเวลาในการเก็บภาษีนำเข้าที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งประเทศไทยจะโดนภาษีอยู่ที่ 36% และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะมีผลต่อการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในสหรัฐในทันที”

อย่างไรก็ดี เห็นว่าการเจรจาพูดคุยกับสหรัฐเป็นสิ่งสำคัญ หากไม่มีความคืบหน้า จะเกิดผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยสูง ไม่ใช่เฉพาะกลุ่ม 2 สินค้านี้เท่านั้น แต่จะมีผลกระทบในภาพรวมของการส่งออกสินค้าไทย แต่ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยยังคงมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถเจรจาและพูดคุยได้ โดยคาดหวังว่าการเจรจาจะสามารถลุล่วงไปได้ด้วยดี และส่งผลกระทบต่อประเทศไทยให้น้อยที่สุด

ดร.ชนินทร์กล่าวว่า ทางสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย ยังมีข้อเสนอและข้อแนะนำให้กับหน่วยงานภาครัฐ ในการเปิดเจรจาพูดคุยกับสหรัฐในเรื่องดังกล่าว โดยกลุ่มอุตสาหกรรมทูน่ามีการนำเข้าวัตถุดิบสินค้าเกษตรจากสหรัฐ เช่น ล็อบสเตอร์ แซลมอน และทูน่า โดยการนำเข้าสินค้าแต่ละรายการมีการเสียไม่เท่ากัน อย่างทูน่าเสียภาษีนำเข้า 0% ซึ่งทางกลุ่มก็พร้อมที่จะมีการนำเข้าเพิ่มเติม เพราะการนำเข้า โดยส่วนใหญ่สินค้าดังกล่าวเป็นสินค้านำเข้าเพื่อผลิตเพื่อการส่งออก

โดยทูน่ามีการนำเข้าเฉลี่ยปีละ 50,000 ล้านบาท สามารถนำเข้าเพิ่มเติมได้อีก 2.5-3 แสนล้านบาทภายใน 2 ปี อีกทั้งยังมีสินค้าเกษตรในกลุ่มผลไม้ เช่น แอปเปิล เชอรี่ ที่ยังสามารถนำเข้าจากสหรัฐได้เพิ่มเติม รวมไปถึงเครื่องดื่มวิสกี้ ที่คาดว่าสามารถเปิดเจรจานำเข้าได้ ส่วนในกลุ่มสินค้าอื่น ๆ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาหารือ รวมไปถึงจะต้องทำความเข้าใจให้สหรัฐรับทราบถึงข้อจำกัดด้วย

อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐ ยังเชื่อว่าสินค้าในกลุ่มที่เป็นอาหาร ไม่ว่าจะอาหารคนและอาหารสัตว์ ยังเป็นที่ต้องการ และมีความจำเป็นต่อการบริโภค ซึ่งยังเชื่อมั่นว่ามีความต้องการนำเข้าอยู่ แม้หากการเจรจายังไม่สัมฤทธิผล แต่ก็อาจจะต้องแข่งขันและพูดคุยกับคู่ค้ามากขึ้น เพราะจะมีผลต่อราคาสินค้าและกำลังซื้อของผู้บริโภคในสหรัฐด้วย

รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยในภาพรวม 2568 คาดว่าจะเติบโต 15% ชะลอตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขยายตัว 28.4% เป็นไปตามความต้องการในตลาดคู่ค้าหลักที่คาดว่าจะโตช้าลง อาทิ สหรัฐ อิตาลี และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 50%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปลาทูน่า อาหารสัตว์เลี้ยง