Skip to content

ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่า หลังเฟดคงดอกเบี้ยตามคาด

08 พ.ค. 2568 | 17:50น.
ดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่า หลังเฟดคงดอกเบี้ยตามคาด

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (8/5) ที่ระดับ 32.82/84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (7/4) ที่ระดับ 32.69/71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ 4.25-4.50% โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐยังได้แสดงถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐ และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ได้กล่าวถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจ นายเจอโรมยังคงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นยังแข็งแกร่งและระบุว่ามีโอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในอนาคต หากมีข้อมูลทางเศรษฐกิจมาสนับสนุน แต่ยังคงต้องรอจนกว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะมีความชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ นายเจอโรมระบุว่า หากนโยบายภาษีศุลกากรของนายทรัมป์ยังดำเนินต่อไป อาจจะมีแนวโน้มให้อัตราเงินเฟ้อและตัวเลขการว่างงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้เศรษฐกิจมีการชะลอตัว นายเจอโรมยังกล่าวเพิ่มเติมว่าการที่นายทรัมป์เรียกร้องให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั้น ไม่ได้ส่งผลกับการตัดสินใจของคณะกรรมการเฟดแต่อย่างใด

โดยวันนี้ (8/5) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกล่าวว่าจะไม่ยอมลดภาษีสินค้าจีนเพื่อที่จะให้จีนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา นายทรัมป์กล่าวขึ้นหลังจากที่จีนยืนยันที่จะไม่ยอมเจรจาจนกว่าทางสหรัฐจะทำเรื่องยกเลิกภาษีกับจีน ทั้งนี้ ตลาดยังคงจับตาการประชุมระหว่างนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ และเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์นี้เพื่อหารือเรื่องภาษีศุลากรและการค้า

ด้านปัจจัยในประเทศ วันนี้ (8/5) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าในขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยเชิงลบที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับต่ำ นายธนวรรธน์ยังคงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 จะขยายตัวได้อยู่ที่ 2-2.5% และในไตรมาสที่ 2 จะขยายตัวอยู่ในระดับใกล้เคียง 2% ในส่วนของไตรมาสที่ 3 และ 4 นายธนวรรธน์คาดหวังว่ารัฐบาลจะออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายธนวรรธน์มีความเห็นว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายได้ และมีโอกาสที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.67-32.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.81/83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (8/5) ที่ระดับ 1.1316/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (7/5) ที่ระดับ 1.1363/65 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยวันนี้ (8/5) สำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนีได้มีการเปิดเผยยอดเกินดุลการค้าของเยอรมนีในเดือน มี.ค. ปรับตัวขึ้นอยู่ที่ระดับ 2.11 หมื่นล้านยูโร โดยการส่งออกในเดือน มี.ค.ยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบรายเดือน แต่อย่างไรก็ตามการนำเข้ามีการปรับตัวลงอยู่ที่ 1.4% ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1271-1.1336 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1296/98 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวเปิดตลาดเช้านี้ (8/5) ที่ระดับ 142.76/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (7/5) ที่ระดับ 143.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยวันนี้ (8/5) ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ได้มีการเปิดเผยการประชุมประจำเดือน มี.ค.

โดยหนึ่งในคณะกรรมการระบุว่ามาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐได้ส่งผลกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่นในเชิงลบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินญี่ปุ่นในรอบที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังระบุว่าหากเศรษฐกิจยังคงย่ำแย่ทางธนาคารกลางญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีความระมัดระวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

แต่นอกเหนือจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐ BOJ ยังคงต้องคำนึงถึงภาวะชะงักงันในห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์การค้าในการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไป นอกจากนี้คณะกรรมการ BOJ ได้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า หากเศรษฐกิจญี่ปุ่นและอัตราเงินเฟ้อยังคงสอดคล้องกับที่ทาง BOJ คาดการณ์ไว้ ทาง BOJ ควรจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 143.46-144.85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 144.78/80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) (8/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (8/5), สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือน มี.ค.ของสหรัฐ (8/5), ดัชนีการใช้จ่ายภาคครัวเรือนเดือน มี.ค.ของญี่ปุ่น (9/5) และยอดนำเข้า ส่งออก และดุลการค้าเดือน เม.ย.ของจีน (9/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.1/-7.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.4/-6.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ