เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

การเมือง-เศรษฐกิจ

11 พ.ค. 2568 | 10:59น.

คอลัมน์ : Market-think 
ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์

ลำพังแค่เรื่อง “กำแพงภาษี” ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ถือว่าหนักหนาสาหัสมากสำหรับเศรษฐกิจไทยอยู่แล้ว

เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่มีการเจรจาระหว่าง “ไทย-สหรัฐ” เลย

นัดหมายวันที่ 23 เมษายน ก็ถูกเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด

ทั้งที่ระยะเวลา 90 วัน ที่เป็น “เส้นตาย” ผ่านไปแล้ว 30 กว่าวัน

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือน

ภาคเอกชนที่ส่งออกไปหรัฐอเมริกาคงใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ เพราะถ้าเจอกำแพง
ภาษีสูงถึง 37%

ยอดส่งออกคงหล่นวูบแน่ ๆ

สถาบันต่าง ๆ คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ใน
อาเซียน

ภาพรวมของเศรษฐกิจไม่ดีเลย

และส่งผลทางจิตวิทยาอย่างชัดเจน

“เครื่องยนต์” สำคัญในการทำรายได้ให้กับประเทศ อย่างการท่องเที่ยวก็มีปัญหา

ต้องปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวลง

“จีน” ที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยก็ลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบ เพราะข่าวเรื่องความปลอดภัยในเมืองไทย

สถานการณ์แบบนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสมาก

ต่อให้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมืองเจอปัญหาที่ถาโถมเข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดได้หรือไม่

แต่วันนี้รัฐบาลไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะความขัดแย้งของ 2 พรรคแกนนำรัฐบาลเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

“เพื่อไทย-ภูมิใจไทย” ไม่ปะทะกันตรง ๆ

แต่รบกันผ่าน “สงครามตัวแทน”

ฝั่งหนึ่งมีวุฒิสมาชิก “สีน้ำเงิน” เป็นอาวุธ

อีกฝั่งหนึ่งมี “ดีเอสไอ” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน

เมื่อ “ภูมิใจไทย” เล่นเกมขวาง “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์”

ไม่ว่าจะเป็นการออกตัวแรงของ “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ลูกชาย “เนวิน”

หรือการตั้งกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ของวุฒิสภา ซึ่งมีแต่พลพรรค “คนเกลียดทักษิณ” ตั้งแต่ยุคพันธมิตรฯ จนถึง กปปส.

ชัดเจนยิ่งกว่าชัดเจน

ฝั่งเพื่อไทยก็ใช้ “ดีเอสไอ” เล่นงานเรื่องฮั้ว สว.

ทะลวงแผลเรื่องการเลือกตั้ง สว.ที่มีการ “ฮั้ว” กันอย่างชัดเจนที่สุด

แบบที่คนทั้งประเทศเห็น

แต่ กกต. มองไม่เห็น

สถานการณ์ตอนนี้เหมือนกับทั้ง 2 ฝ่าย ติด “ดาบปลายปืน” แล้ว

“ดีเอสไอ” ไล่ตรวจเส้นทางการเงิน และเปิดข้อมูลทั้งทางลับและเปิดเผยกับสื่อ เพื่อให้สังคมกดดัน กกต.ให้ลงดาบ

ส่วนภูมิใจไทย ก็ใช้กลไกกระทรวงมหาดไทยทำลายน้ำหนักพยานของ “ดีเอสไอ”

ชิงไหวชิงพริบ เล่นกันตรง ๆ ทุกเรื่อง

แต่ปากก็บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร

ในอีกมุมหนึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” ก็กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง หยิบเรื่อง “ชั้น 14” มาไต่สวนเอง

เรียกทุกฝ่ายมาให้การ

ในขณะที่แพทยสภาก็เพิ่งลงดาบ พักใบอนุญาตแพทย์ 2 คน และ
ตักเตือน 1 คน

กลายเป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้

อีกมุมหนึ่ง ศาลก็ไม่อนุญาตให้ “ทักษิณ” เดินทางไปต่างประเทศ แม้จะมีคำเชิญจากผู้ครองนครรัฐกาตาร์

ในทางการเมือง นี่คือ สัญญาณที่สำคัญมาก

เพราะทำให้ “ดุลอำนาจ” ทางการเมืองของ “ทักษิณ” ลดต่ำลง

ในวันที่พรรคเพื่อไทยต้องฝ่ามรสุมการเมืองและเศรษฐกิจ

ถ้าดูจากเสียงในสภา รัฐบาลชุดนี้ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ แม้จะมีความขัดแย้งภายในมากเท่าไรก็ตาม

เพราะทุกฝ่ายยังไม่พร้อมยุบสภา

แต่ต้องไม่ลืมว่า “อุบัติเหตุ” ทางการเมือง เกิดขึ้นได้เสมอ

ในมุมของนักธุรกิจ คงเบื่อหน่ายกับการเมืองแบบนี้เต็มที

แย่งชิงอำนาจกันโดยไม่สนใจว่ามีศึกใหญ่เรื่องเศรษฐกิจรออยู่ข้างหน้า

แต่ระบอบประชาธิปไตยก็มีข้อดี

เพราะถ้าไม่ชอบหรือไม่พอใจพรรคไหน เราสามารถเลือกใหม่ได้

ช้าที่สุด คือ 4 ปี เลือกกันใหม่

ถึงเวลาเลือกตั้ง เราจะได้ใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจ

ไม่เหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

เบื่อเท่าไร ก็เลือกใหม่ไม่ได้สักที

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กำแพงภาษี ไทย-สหรัฐ