ปตท. ตั้ง War Room รับเทรดวอร์-เอฟเฟ็กต์ทรัมป์ ชี้ปีนี้ผลการดำเนินงานของกลุ่มยังเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวเกินคาด ราคาพลังงานปรับลด คาดราคา SPOT LNG ไตรมาส 2 ปรับลดลงจากไตรมาสแรก ช่วง 11.0-14.0 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดําเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2568 ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าเศรษฐกิจโลกในไตรมาสที่ 2 ของปี (2Q2568) มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจาก 1Q2568 โดยเศรษฐกิจสหรัฐอาจเผชิญกับเงินเฟ้อที่อาจเร่งขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากนโยบายทางการค้าที่เข้มงวด นโยบายการปรับลดขนาดองค์กรของรัฐบาล
ที่อาจทําให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น แม้มีแรงหนุนจากนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบและการลดภาษีนิติบุคคลสําหรับธุรกิจในประเทศ (Deregulation and Tax Cuts) สําหรับเศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญปัจจัยกดดันจากวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย และผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น จากปัจจัยกดดันด้านเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้ยังคงเผชิญปัญหาในภาคการผลิตที่ชะลอตัว
นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าจากสหรัฐ และการตอบโต้ของประเทศคู่ค้า เช่น จีน ที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ เส้นทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ
ตามรายงานของ S&P Global ณ เดือนเมษายน 2568 ความต้องการใช้นํ้ามันของโลกในปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.9 MMBD ไปอยู่ที่ระดับ 105.8 MMBD ตามเศรษฐกิจโลกที่ยังคงขยายตัว แม้ถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของการค้าโลก ในขณะที่อุปทานมีแนวโน้มล้นตลาดมากขึ้น
ทั้งจากอุปทานของกลุ่ม Non-OPEC+ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอุปทานของกลุ่ม OPEC+ ที่เพิ่มการผลิตตั้งแต่เดือนเมษายนของปี 2568 ทั้งนี้คาดว่าราคานํ้ามันดิบดูไบในปี 2568 จะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 65-75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.7-4.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ราคา Spot LNG ใน 2Q2568 มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจาก 1Q2568 โดยคาดว่าราคาจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 11.0-14.0 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู จากการเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน การผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินเพิ่มขึ้นหลังจากที่หยุดเดินเครื่องในช่วงฤดูหนาว เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และการกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นจะเป็นปัจจัย กดดันราคา
ทั้งนี้ ความผันผวนของราคานํ้ามันและราคาก๊าซธรรมชาติ Henry Hub รวมถึงอุปทานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในปีนี้ จะส่งผลต่อราคา Spot LNG โดยตรง เศรษฐกิจไทยใน 2Q2568 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจาก 1Q2568 จากภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะปรับตัวลดลง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) โดยนักท่องเที่ยวระยะไกลมีแนวโน้มลดลง และนักท่องเที่ยวจีนยังไม่แสดงสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับการบริโภคภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงหลังจากที่เร่งตัวไปในช่วงก่อนหน้า
ประกอบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา อาจส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการหยุดชะงักชั่วคราว สําหรับผลกระทบของนโยบายการขึ้นภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐต่อทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะจีนที่ถูกเก็บภาษีนําเข้าสูงขึ้น อาจส่งผลให้สินค้านําเข้าจากจีนทะลักเข้ามาแข่งขันในไทยมากขึ้น ซํ้าเติมการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแออยู่แล้ว
อย่างไรก็ดี การชะลอบังคับใช้ Reciprocal Tariffs ในหลายประเทศทั่วโลกซึ่งรวมถึงไทยด้วยออกไปอีก 90 วัน ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวเร่งขึ้นจากการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ และสินค้าบางกลุ่มอาจได้อานิสงส์จากการส่งออกเพื่อไปทดแทนสินค้าจีนในสหรัฐ แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์การแข่งขันจากต่างประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่า และความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีของสหรัฐอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจมีแนวโน้มชะลอการลงทุนใหม่ เพื่อรอความชัดเจนหลังการชะลอการบังคับใช้ Reciprocal Tariffs สิ้นสุดลง (90 วัน) ทั้งนี้ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกจากเศรษฐกิจโลก ที่อาจชะลอตัวมากกว่าคาด จากผลของการกีดกันทางการค้าโลก และความขัดแยังทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ ใน 1Q2568 ปตท.และบริษัทย่อยมีกําไรสุทธิจํานวน 23,315 ล้านบาท ลดลง 5,653 ล้านบาท หรือร้อยละ 19.5 จากใน 1Q2567 ที่จํานวน 28,968 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลการดําเนินงานของกลุ่ม ปตท.ในปี 2568 ยังเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวมากกว่าคาด รวมถึงคาดการณ์ราคาพลังงานที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม กลุ่ม ปตท.มีการบริหารจัดการผลกระทบ โดยได้มีการจัดตั้ง War Room เพื่อรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจโลกถดถอยจากสงครามการค้า รวมถึงการผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อก้าวไปสู่ความสําเร็จร่วมกันภายในกลุ่ม ปตท.