เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์อ่อนค่า เทียบสกุลเงินหลัก กังวลสงครามการค้า

26 พ.ค. 2568 | 17:57น.
dollar money

dollar money

ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก กังวลสงครามการค้า หลังเมื่อวันศุกร์ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวย้ำถึงจุดยืนของสหรัฐที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ผลิตนอกสหรัฐ สร้างความไม่แน่นอนครั้งใหม่เกี่ยวกับสงครามการค้าโลก

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานสภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/5) ที่ระดับ 32.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 322.58/59 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากเมื่อวันศุกร์ (23/5) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศยกระดับสงครามการค้าด้วยการเสนอให้สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป (EU0 ในอัตรา 50% โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2568 เนื่องจากการเจรจาการค้ายังคงไม่มีความคืบหน้า

ทว่าในเวลาต่อมาได้มีการประกาศเลื่อนกำหนดการเรียกเก็บภาษีนำเข้าออกไปเป็นวันที่ 9 ก.ค. 2568 หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เจรจากับนางเออร์ซูลา ฟอนเดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC)

นอกจากนี้เมื่อวันศุกร์ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวย้ำถึงจุดยืนของสหรัฐที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ผลิตนอกสหรัฐ อาทิเช่น Apple และ Samsung รวมถึงผู้ผลิตรายอื่น ๆ หากยังคงผลิตสมาร์ทโฟนนอกสหรัฐ โดยยืนยันว่าแผนการเก็บภาษีนี้จะบังคับใช้กับบริษัทเทคโนโลยีจากต่างชาติอย่างเท่าเทียม ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนครั้งใหม่เกี่ยวกับสงครามการค้าโลก ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ทั้งนี้เมื่อวันศุกร์ (23/5) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่าในเดือน เม.ย. ยอดขายบ้านใหม่ในสหรัฐ พุ่งขึ้น 10.9% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี แตะระดับ 743,000 ยูนิต เนื่องจากผู้ขายลดราคาเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ แต่ตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงติดตามดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือน เม.ย. ของสหรัฐที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ รวมถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าและถ้อยแถลงของบรรดาประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สาขาต่าง ๆ

ด้านปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (26/3) กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่ามูลค่าการส่งออกไทยเดือน เม.ย. ขยายตัว 10.2% สู่ระดับ 25,625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 และนับเป็นการขยายตัวในระดับ 2 หลักติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าขยายตัว 16.1% สู่ระดับ 28,964 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ในเดือน เม.ย. ไทยขาดดุลการค้า 3,321 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทางด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ถึงแม้ว่าการส่งออกไทยในไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ถึง 15.2% นั้นจะเป็นผลมาจากการที่ประเทศคู่ค้าเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่จะถูกปรับขึ้นภาษีจากสหรัฐ แต่โดยภาพรวมแล้วการส่งออกสินค้าของไทยยังมีพื้นฐานที่ดี สามารถขยายตลาดได้มากขึ้น และยังคงเชื่อว่าภาคการส่งออกจะยังเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้

อีกทั้งแนวโน้มการส่งออกของไทยในไตรมาส 2/2568 จะยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกขยายตัว 14% ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมราว 107,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าขยายตัว 9.6% ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวม 109,397 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 2,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.39-32.66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 32.60/61 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/5) ที่ระดับ 1.1397/98 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 1.1312/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เมื่อวันศุกร์ (23/5) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ประกาศปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีเป็นบวก โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa3 สะท้อนถึงความมั่นใจต่อทิศทางการบริหารนโยบายการคลังและการเมืองของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

อีกทั้งบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard and Poor’s (S&P) ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีจาก BBB เป็น BBB+ โดยได้รับแรงหนุนจากภาวะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง รวมถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคงของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ระบบธนาคารของอิตาลีที่อยู่ในสถานะที่มั่นคงส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1380-1.1419 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1380/81 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (26/5) ที่ระดับ 142.53/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/5) ที่ระดับ 143.43/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันศุกร์ (23/5) กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ดัชนีผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมอาหารสดเพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียรายปี แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566 เนื่องจากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นหลังรัฐบาลลดเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค

ส่วนดัชนี Core-core CPI ซึ่งไม่นับรวมราคาพลังงานและอาหารสดเพิ่มขึ้น 3% ในเดือน เม.ย.เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ 2% ส่งผลให้ตลาดคาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่นไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 142.23-142.95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 142.94/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของ BOJ (27/5), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีเดือน มิ.ย. จากสถาบัน Gfk (27/5), ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน เม.ย.ของสหรัฐ (27/5), รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. จาก Conference Board ของสหรัฐ (27/5), ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางแห่งประเทศนิวซีแลนด์ (RBNZ) (28/5), ดัชนีการผลิตเดือน พ.ค. จาก Fed สาขาริชมอนด์ (28/5),

รายงานการประชุมวันที่ 6-7 พ.ค. 2568 ของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) (28/5), ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1/2568 ของสหรัฐ (29/5), ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือน เม.ย.ของสหรัฐ (29/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (29/5), ดัชนี PCE เดือน เม.ย. ของสหรัฐ (30/5), และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (30/5)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.3/-8.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.25/-9.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอลลาร์ สงครามการค้า