Skip to content

‘หมาก’ ไทยราคาพุ่ง 70 บ./กก. ตลาดโลกขาดแคลน จีนเร่งซื้อสต๊อกหมด

28 พ.ค. 2568 | 14:08น.
‘หมาก’ ไทยราคาพุ่ง 70 บ./กก. ตลาดโลกขาดแคลน จีนเร่งซื้อสต๊อกหมด

หมากตลาดโลกขาดแคลน โดยเฉพาะตลาดหลักจีนสต๊อกหมด ส่งผลดี ทำราคาหมากแห้งไทยพุ่ง 70 บาท/กก. แต่ไทยเผชิญภาวะร้อนแล้งลากยาวปีก่อน ทำให้ปริมาณภาพรวมผลผลิตหายวูบไปกว่า 50% ขณะที่หมากปลูกเชิงพาณิชย์เป็นพืชเชิงซ้อนยางพารา 1 ล้านต้น คาดผลผลิตจะออกปี 2569-2570 ด้าน คยปท.แนะเกษตรกรทุกจังหวัดทำแก้มลิง “สต๊อกหมาก” เป็นกลไกรองรับตลาดผันผวน นำร่องที่ จ.นครศรีธรรมราชแล้ว

ดร.ดาเรศร์ กิตติโยภาส นายกสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศจีนมีความต้องการผลผลิตหมากจำนวนมาก เนื่องจากหมากที่จีนสต๊อกไว้หมด ส่งผลให้ราคาหมากในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นโอกาสดีของเกษตรกรผู้ปลูกหมากของไทย เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาจีนไม่ได้มีการนำเข้าหมากจากประเทศไทยเป็นหลัก แต่มีการนำเข้าจากประเทศอื่น

ส่วนตลาดหลักที่ไทยส่งออกคือประเทศอินเดีย โดยส่งผ่านไปยังประเทศเมียนมา และทางประเทศเมียนมาจะนำหมากของไทยส่งต่อไปยังประเทศอินเดียอีกทอดหนึ่ง แต่ปี 2567 ที่ผ่านมาทางประเทศอินเดียได้ปรับภาษีการนำเข้าหมากจากต่างประเทศถึง 200% เพราะเกษตรกรอินเดียได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลอินเดียให้ปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกหมากภายในประเทศ ส่งผลกระทบต่อการส่งออกหมากของไทยชะลอตัวลง ตอนนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จีนมีความต้องการหมากจากไทยโดยตรง

“หมากไทยถือว่ามีคุณภาพในระดับเกรด A ของโลก ดังนั้น ผู้ปลูกหมากไทยจะต้องมีมาตรการที่เข้มข้นในการรักษาคุณภาพ และต้องป้องกันสารปนเปื้อน เพื่อจะได้รักษาตลาดจีนและราคาที่ดีเอาไว้ นอกจากนี้ มีผู้ประกอบการจีนบางรายได้เข้ามาลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปหมากในประเทศไทยเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ขนม ช็อกโกแลต ซึ่งมีหลายรสชาติ”

นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) เจ้าของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจบ้านพอเพียง โคก หนอง นา หมู่ 4 บ้านตรอกจิก ต.ชะอวด อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ภาวะตลาดหมากได้ปรับตัวสูงขึ้นมาเป็นระยะเวลา 2 เดือน เนื่องจากเกิดการขาดแคลนในตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดใหญ่ของโลกคืออินเดียและจีน

โดยหมากแห้งตากแดดเดียวราคา 60 บาท/กก. ส่วนตาก 3 แดด ราคา 70 บาท/กก. ทั้งนี้ ปัจจัยที่หมากได้ปรับตัวเพราะผลผลิตปริมาณน้อย บางต้นผลผลิตขาดหายไป 50% เพราะได้รับผลกระทบภัยแล้ง แดดร้อนจัด และลากยาวเมื่อปี 2567 ส่งผลให้ต้นเกิดสภาพเรียวแห้ง และยืนต้นตาย แต่พอมาปี 2568 เกิดภาวะฝนตกวันเว้นวัน ส่งผลให้หมากได้รับการฟื้นตัวขึ้น

“ผมได้ศึกษาบริบทของหมากมาหลายปี หมากต้องปลูกเชิงซ้อนร่วมพืชอื่น ๆ จะอยู่รอดถึง 99% แต่หากปลูกเชิงเดี่ยวจะไม่สมบูรณ์ และจะต้องเน้นปลูกหมากเรียวหรือหมากตูดแหลม ที่ได้รับความนิยมสูงมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะคุณภาพดี ตรงความต้องการของตลาดผู้บริโภคและตลาดอุตสาหกรรม”

นายทศพลกล่าวว่า ในปี 2565 ตนและคณะได้นำเสนอยุทธศาสตร์หมากล้อมต่อทางการ คือโครงการปลูกหมากล้อมร่วมกับพืชอื่น ๆ เช่น สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน สวนผลไม้ ซึ่งจะเริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตได้คาดว่าปี 2569-2570

สำหรับการตลาดหมาก ราคาจะผันผวนเป็นไปตามกลไกการตลาด โดยในช่วงปลายฤดูตั้งแต่เดือนเมษายน พฤษภาคม ถึงมิถุนายน ราคาจะมีการปรับตัวขึ้น แนะนำให้เก็บสต๊อก โดยสร้างโรงเรือนรูปแบบให้โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก และป้องกันฝน ซึ่งจะเก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 1 ปี หากปอกเปลือกผ่าตากแดดคุณภาพยังคงที่ ซึ่ง จ.นครศรีธรรมราช ดำเนินการประสบความสำเร็จมาตั้งแต่อดีตที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น หากราคาต่ำกว่า 40 บาท/กก. จะนำเข้าเก็บสต๊อกเอาไว้ก่อน”

เจ้าของสวนผสมผสานและรับซื้อหมากบ้านด่านโลด ต.แม่ขรี อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ภาวะราคาหมากดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนมีนาคม 2568 ราคาประมาณ 30 บาท พอเดือนเมษายนเริ่มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2568 ราคาได้ปรับตัวสูงขึ้น 55 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่ราคาหมากสุกผ่าตากแห้งประมาณ 3 แดด ส่งโรงงานอบหมาก อ.กงหรา จ.พัทลุง ขายได้ราคาดีถึง 70 บาทต่อกิโลกรัม แต่ตอนนี้สภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวย ฝนตกวันเว้นวัน ทำให้มีปัญหาในการตากหมากเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ สาเหตุหมากสุกราคาปรับตัวสูงขึ้นน่าจะมาจากผลผลิตหมากขาดแคลน และเกษตรกรผู้ปลูกหมากเองไม่มีการเก็บหมากที่ร่วงหล่น เนื่องจากปีที่แล้วหมากสุกเหลือเพียง 10 บาทต่อ กก. หมากอ่อนจากหน้าสวนราคาเหลือ 2 บาท/กก.

แหล่งข่าวจากวงการค้าหมากกล่าวว่า เมื่อปี 2565 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีการส่งเสริมปลูกพืชร่วมยาง โดยเฉพาะในกลุ่มตนมีการมอบต้นกล้าหมากให้กับชาวสวนยางพาราประมาณ 400,000 ต้น และกลุ่มอื่น ๆ อีก พร้อมกับลงทุนปลูกเอง น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านต้น ประมาณในปี 2570 หมากกลุ่มนี้จะออกผลผลิต

นายทักษิณ อรุณ เจ้าของสวนผสม อ.จะนะ จ.สงขลา กล่าวว่า ราคาหมากที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกมาปริมาณน้อย และเมื่อปี 2567 ราคาหมากตกต่ำเหลือ 10 บาท/กก. จากราคาที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ๆ ประมาณ 50 บาท/กก. หลังจากนั้นราคาเริ่มปรับลดลงมา และเพิ่งมาปรับขึ้นในช่วงนี้ และเดือนมิถุนายนหมากในพื้นที่ภาคใต้กำลังจะหมด”

อนึ่ง กระทรวงพาณิชย์รายงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกหมากสดและหมากแห้งมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปี 2558 ส่งออกมูลค่า 1,043.57 ล้านบาท ปี 2559 มูลค่า 1,252.43 ล้านบาท ปี 2560 มูลค่า 1,178.24 ล้านบาท ปี 2561 มูลค่า 2,193.23 ล้านบาท ปี 2562 มูลค่า 2,074.35 ล้านบาท ปี 2563 มูลค่า 2,316.55 ล้านบาท และปี 2564

ถือว่ามีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 5,236.20 ล้านบาท ปี 2565 มูลค่าการส่งออกเริ่มลดลงเหลือ 2,556.31 ล้านบาท ปี 2566 มูลค่า 1,033.06 ล้านบาท ปี 2567 มูลค่า 2,077.34 ล้านบาท และช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-เมษายน) มูลค่าการส่งออก 499.24 ล้านบาท โดยตลาดส่งออกหลัก 15 อันดันแรกของปี 2568 ได้แก่ บังกลาเทศ, เมียนมา, เวียดนาม, สหราชอาณาจักร, อิหร่าน, ไต้หวัน, สปป.ลาว, ซาอุดีอาระเบีย, มัลดีฟส์, อินเดีย, สหรัฐอเมริกา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ออสเตรเลีย, เยเมน, ฮ่องกง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การส่งออก จีน หมาก