ทีวีดิจิทัลยังเคว้ง จะอยู่รอดหรือไม่ กสทช. ให้สรุปใน 60 วัน
บอร์ด กสทช.ถกเดือดวาระทางรอดของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล หลังสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572 สั่งสำนักงานสรุปแนวทางภายใน 60 วัน ยังไม่เคาะแพลตฟอร์มทีวีแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันนี้มีการหยิบเอาวาระเร่งด่วน เรื่องอนาคตของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลของไทย โดยในช่วงเช้ามีตัวแทนจากสมาคมทีวีดิจิตอลมาขอบคุณที่นำเรื่องนี้เข้าพิจารณาด่วน เนื่องจากภายในปี 2572 ใบอนุญาตประกอบธุรกิจทีวีดิจิทัลจะหมดอายุ และทางผู้ประกอบการยังไม่ทราบแนวทางที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร ทำให้ยังไม่มีการวางแผนธุรกิจรองรับ
ในที่ประชุมแบบเปิดเผยเป็นการดีเบตอย่างดุเดือด เกี่ยวกับผลการศึกษา “ฉากทัศน์” ของอุตสาหกรรมในอนาคต ซึ่งได้ว่าจ้างที่ปรึกษาจากภายนอกมาศึกษาวิจัย
โดยข้อถกเถียงหลักยังอยู่ที่เรื่องของการพิจารณา ว่าทีวีดิจิทัลยังควรมีอยู่หรือไม่ ควรมีอยู่ในสถานะอะไร จะเป็นทีวีสาธารณะที่ได้รับสนับสนุนจากรัฐ หรือเป็นทีวีธุรกิจที่กำลังถูกท้าทายจากเทคโนโลยี และยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อะไรเข้ามาเปลี่ยนอีก
กรรมการ กสทช. มีการหารือหลายแนวทาง โดยเฉพาะเรื่องการ “สนับสนุน” จากภาครัฐที่ต้องมีการสอบถามทางรัฐบาลด้วยว่ามีนโยบายอย่างไร ในกรณีของทีวีสาธารณะ ในส่วนของทีวีธุรกิจก็ยังมีอีก 3 ฉากทัศน์ที่คาดว่าจะเกิดตามผลการศึกษาของที่ปรึกษาต่างชาติ
เมื่อถามว่าแนวทางที่สมาคมทีวีดิจิทัลสนใจคือ การอนุญาตใช้คลื่นหรือใบอนุญาตประกอบการทีวีดิจิทัลที่เคยประมูลในราคาสูง และจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ “ไม่ต้องประมูล” ได้หรือไม่
นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.กล่าวว่า หลังจากสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572 ในส่วนของแนวทางแก้กฎหมายเพื่อเอื้อให้ “ไม่ต้อง” ประมูลคลื่นทีวีดิจิทัล เป็นเรื่องเกินอำนาจของ กสทช. เพราะการแก้กฎหมายต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการของรัฐสภา ดังนั้น เชื่อว่าไม่ต้องถึงขั้นของการแก้กฎหมาย กสทช.ก็สามารถใช้อำนาจที่มีอยู่ในการดำเนินการได้
“การประชุม กสทช.วันนี้ (28 พ.ค. 2568) ที่ประชุมมีมติรับทราบผลการศึกษาโครงการจ้างวิเคราะห์ฉากทัศน์กิจการแพร่ภาพกระจายเสียงในอนาคตของไทย ภายใต้สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป”
“ที่ประชุมได้ขอให้สำนักงาน กสทช.ศึกษาฉากทัศน์เพิ่มเติมในเชิงลึก ภายใน 60 วัน เสนอต่อบอร์ด กสทช.อีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ว่า หลังจากปี 2572 ซึ่งใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลง จะเหลือสถานีโทรทัศน์กี่ช่อง และควรดำเนินนโยบายใดจึงจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่ยัง ‘อยู่รอด’ ได้ โดยไม่เป็นภาระเกินไป เช่น การลดภาระต้นทุนมักซ์ หรือโครงข่ายทีวีดิจิทัล เพื่อไม่ให้มีภาระมากเกินไป, การผ่อนปรนเงื่อนไข USO ซึ่งเป็นภาระของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เป็นต้น”
นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาวาระเกี่ยวกับแนวคิดการจัดตั้ง “แพลตฟอร์มทีวีแห่งชาติ” ที่ผู้ประกอบการมีการนำเสนอเพื่อให้มีแพลตฟอร์ม OTT เป็นของตนเอง ทดแทนทีวีดิจิทัลซึ่งยังไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นอย่างไรนั้น ประธาน กสทช.กล่าวว่า ในวันนี้ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวไปถึงขั้นนั้น ต้องรอดูผลสรุปของสำนักงาน กสทช.ภายใน 60 วันก่อน แต่ยืนยันว่า
“ทีวีไทย ไม่ล่มสลายแน่นอน”
ขณะที่ในปีที่ผ่านมาได้ปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ทันสมัย และการส่งเสริมสนับสนุนกิจการโทรทัศน์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้พัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีหลายโครงการที่ต้องหยุดชะงัก เพราะรอการบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมบอร์ด กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้ยกตัวอย่างโครงการและการดำเนินงานในกลุ่มนี้

3 ฉากทัศน์ทีวีดิจิทัลไทย
จากผลการศึกษา โดยที่ปรึกษาต่างชาติ มองว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวมี 3 ฉากทัศน์
ฉากทัศน์ที่ 1 สภาพการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปอีก 10 ปี ที่จำลองภาพให้เห็นว่า หากสภาพการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปอีก 10 ปี ผู้ให้บริการ OTT ที่ให้บริการเนื้อหาที่มีคุณภาพในระดับที่หลากหลาย และขาดการกำกับดูแล รวมถึงความล้มเหลวของผู้ให้บริการฟรีทีวี เนื่องจากสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลสูญเสียรายได้จากการโฆษณาให้ผู้ให้บริการ OTT อาจต้องปิดตัวลง ทำให้มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคมีความสำคัญและต้องการเร่งมากขึ้น
ฉากทัศน์ที่ 2 ตลาดแบบผสม การกำกับดูแล และมาตรการสนับสนุนอย่างรอบคอบสู่ตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น ฉายภาพการมีมาตรการกำกับดูแลที่ประสบความสำเร็จโดยสำนักงาน กสทช. และมีการส่งเสริมตลาดแพร่ภาพกระจายเสียงให้แข่งขันกันได้ต่อเนื่อง เช่น ตลาดสตรีมมิ่งยังแข่งขันได้ และผู้ประกอบการดิจิทัลทีวีและดาวเทียมเข้าสู่ตลาดสตรีมมิ่ง
ฉากทัศน์ที่ 3 องค์กรที่แข็งแกร่งขึ้นของภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานกำกับดูแลริเริ่มสร้างกลยุทธ์ มีเป้าหมายสร้างแรงผลักดันใหม่สู่การส่งออกระดับโลก การสนับสนุนอย่างเข้มข้น และความก้าวหน้าของคอนเทนต์สร้างสรรค์ไทยที่ได้รับความนิยมระดับโลก รวมถึงการฟื้นฟูอุตสาหกรรมโทรทัศน์ และสตรีมมิ่งวิดีโอของไทย จะช่วยกำจัดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เป็นอันตรายต่อเด็กและกลุ่มเปราะบาง และการแพร่ของข่าวปลอม แนวกลยุทธ์นี้ใกล้เคียงกับฝรั่งเศสและเกาหลีใต้
สมาคมทีวีขอแนวทางชัดเจนเพื่อวางแผนธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลา 08.30 น. ก่อนการประชุมบอร์ด กสทช. ตัวแทนสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) นำโดยนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ อุปนายกสมาคม นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย อุปนายกสมาคม และนายเดียว วรตั้งตระกูล กรรมการและเลขานุการและนายทะเบียนสมาคม เดินทางเข้ายื่นหนังสือขอบคุณนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
นายอดิศักดิ์กล่าวว่า วาระของทีวีดิจิทัลที่จะมีการพิจารณาในวันนี้ ทราบว่ามี 2 วาระคือ วาระ 4.19 แนวทางการดำเนินการจากผลการศึกษาโครงการจ้างที่ปรึกษาศึกษาฉากทัศน์ กิจการแพร่ภาพกระจายเสียงในอนาคตของไทย ภายใต้สภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป และวาระ 4.20 แนวทางที่เป็นไปได้และเหมาะสมในการจัดให้มีช่องทางการเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
ทั้ง 2 วาระมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางในช่วงเปลี่ยนผ่านของกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล ก่อนการสิ้นสุดใบอนุญาตในเดือนเมษายน พ.ศ. 2572 ซึ่งจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบ และต้องมีนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะปัจจุบันคนยังคงดูทีวี แต่ช่องทางการรับชมทีวีที่เดิมเป็นระบบภาคพื้นดิน 100% เหลือเพียงแค่ประมาณ 15% ในปัจจุบัน เพราะเปลี่ยนไปรับชมทีวีผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง หรือ OTT (Over-the-Top) มากขึ้นแทน
นายอดิศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากวันนี้มีการเริ่มพิจารณาในสิ่งที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้เรียกร้องและให้ความเห็นมาตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และคาดว่าในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะได้เตรียมตัวและวางแผนธุรกิจ ก่อนใบอนุญาตจะหมดอายุในอีก 4 ปีข้างหน้า รวมถึงผู้ประกอบการโครงข่ายก็จะได้เตรียมตัวและวางแผนเช่นกัน เนื่องจากจะหมดอายุก่อนทีวีดิจิทัล 1 ปี หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า
แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้รับเพียงคำพูดลอย ๆ จาก กสทช. ทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลไม่สามารถวางแผนอนาคตได้ เพราะปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีเรื่องภาวะเศรษฐกิจ และกำแพงภาษีสหรัฐที่กำลังจะส่งผลอันใกล้ ทำให้กระทบต่อเม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล และส่งผลต่อเนื่องทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลหลายช่องจำเป็นต้องปรับลดเงินเดือนพนักงาน และเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพงานข่าว งานละครให้ลดลงด้วย