นิสสันเร่งระดมเงิน 1 ล้านล้านเยน วางแผนออกหุ้นกู้ ขายโรงงาน รับมือหนี้ ทั้งยังมีแผนหาเงินกู้ร่วมโดยมีรัฐบาลอังกฤษเป็นผู้ค้ำประกัน
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า นิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) เร่งระดมทุนกว่า 1 ล้านล้านเยน (ราว 228,000 ล้านบาท) เพื่อรับมือกับหนี้ก้อนใหญ่ซึ่งจะครบกำหนดชำระในปี 2026 ผ่านการออกหุ้นกู้ หรือขายสินทรัพย์ของบริษัท
นิสสันวางแผนเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bond) รวมแล้วมากถึง 630,000 ล้านเยน (ราว 143,000 ล้านบาท) ให้ผลตอบแทนสูง ครอบคลุมสกุลเงินดอลลาร์ และยูโร นอกจากนี้ นิสสันยังมีแผนหาเงินกู้ร่วม (Syndicated Loan) มูลค่า 1,000 ล้านปอนด์ (ราว 44,115 ล้านบาท) โดยมีการเงินเพื่อการส่งออกแห่งสหราชอาณาจักร (UK Export Finance) เป็นผู้ค้ำประกัน
ไม่เพียงเท่านั้น นิสสันยังหาทางขายหุ้นเรโนลต์ (Renault) และออโตโมทีฟ เอเนอร์จี ซัพพลาย คอร์ปอเรชัน (AESC) บริษัทแบตเตอรี่ในเครือ ในส่วนที่ถือครองอยู่ ตลอดจนขายโรงงานในแอฟริกาใต้และเม็กซิโก รวมถึงขายและเช่ากลับ (Sale & Lease Back) สำนักงานใหญ่ในโยโกฮามา เพิ่มเติมจากอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา
แผนการเร่งระดมทุนอย่างรุนแรง และครอบคลุมเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงิน และการดำเนินงานที่กำลังถดถอยอย่างมาก แม้จะมีการแต่งตั้ง อิวาน เอสปิโนซา (Ivan Espinosa) ซีอีโอคนใหม่เข้ามาพลิกฟื้นกิจการก็ตาม ซึ่งเอสปิโนซาตั้งเป้าหาเงินระดมทุนบางส่วนให้ได้ภายใน 30 มิถุนายนนี้
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอระดมทุนยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท จึงยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวยังแนะให้ชำระหนี้เพื่อกู้ยืมเงินต่อ (Rollover) ด้วยเช่นกัน
นิสสันต้องเร่งระดมเงินทุนโดยด่วน เนื่องจากมีการคาดการณ์ภายในว่า นิสสันจะเหลือเงินสดส่วนเกินในการบริหารเหลือศูนย์ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2026 จากผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐ ร่วมกับการขาดแคลนเงินสดอัดฉีด
เอสปิโนซาให้สัมภาษณ์เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมว่า นิสสันเหลือทุนอยู่เพียง 2.2 ล้านล้านเยน (ราว 500,000 ล้านบาท) ในรูปของเงินสดและสินเชื่อในมือ สำหรับใช้ต่อไปในอีก 12 และ 18 เดือนข้างหน้า โดยมองว่านิสสันยังคงมีสภาพคล่องที่ดีพอ
ภายใต้สถานการณ์ภาษีที่บรรยากาศการค้าไม่มั่นคงแน่นอน นิสสันไม่ได้รายงานแนวโน้มการเติบโตของปีงบประมาณล่าสุด ระบุแค่เพียงคาดว่าจะมีรายได้หลังการขายประมาณ 12.5 ล้านล้านเยน (ราว 2.83 ล้านล้านบาท) ขณะที่ต้องเผชิญกับหนี้ครบกำหนดกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 182,840 ล้านบาท) ในปี 2026