เบสเซนต์รับเจรจาการค้าจีน ‘สะดุดเล็กน้อย’ ชี้ผู้นำต้องต่อสายคุยกัน ยันคำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐไม่กระทบต่อการเจรจาการค้ากับประเทศใด ๆ
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า การเจรจาการค้ากับจีน “มีการหยุดชะงักเล็กน้อย” และมองว่าการ โทร.คุยกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐ กับ สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีจีน อาจจำเป็นต่อการบรรลุข้อตกลงระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลก
เบสเซนต์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการฟ็อกซ์ นิวส์ (Fox News) ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2025 ว่าจำเป็นต้องอาศัยการพูดคุยกันของผู้นำทั้งสอง เมื่อพิจารณาจากขนาดและความซับซ้อนของประเด็นเจรจา
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม เบสเซนต์เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเจรจาการค้ากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน จนได้ข้อตกลงกันว่าจะสงบศึกชั่วคราว และล้างกำแพงภาษีที่สูงเกินกว่า 100% ระหว่างกัน ซึ่งเบสเซนต์เชื่อว่าจะมีการเจรจากับจีนเพิ่มเติมอีกหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์มองว่าผู้นำประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเจรจาครั้งนี้
ครั้งล่าสุดที่ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง พูดคุยกันคือช่วงเดือนมกราคม ไม่กี่วันก่อนพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ นอกจากนี้ หลังการเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์จบลง ทรัมป์กล่าวว่าจะหารือกับสี จิ้นผิง ในช่วงสุดสัปดาห์หลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม การ โทร.คุยดังกล่าวกลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างประเทศทั้งสองปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อรัฐบาลภายใต้การบริหารของทรัมป์ประกาศว่าจะเริ่มเพิกถอนวีซ่านักศึกษาจีนบางส่วน ซึ่งรัฐบาลจีนวิจารณ์มาตรการนี้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลสหรัฐยังเสนอระเบียบใหม่ที่จะจำกัดการส่งออกซอฟต์แวร์ออกแบบชิป และรายงานว่ามีชิ้นส่วนเครื่องบินเจ็ตถูกส่งไปจีน อันเป็นความพยายามที่จะขวางทางไม่ให้ หัวเว่ย (Huawei) สามารถเข้าถึงชิปปัญญาประดิษฐ์ล้ำสมัย และทำให้จีนโกรธเคืองอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีให้ชื่นใจได้บ้าง โดยเบสเซนต์กล่าวว่า ใกล้มีการบรรลุข้อตกลงครั้งใหญ่กับ 2-3 ประเทศบ้างแล้ว และเตรียมเข้าเจรจากับผู้แทนจากญี่ปุ่นในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ในกรุงวอชิงตัน
แต่การเจรจาดังกล่าวจะเกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย เกี่ยวกับคำตัดสินของศาลที่ระงับการขึ้นภาษีแบบตอบโต้ของทรัมป์ โดยเกิดความสับสนว่าภาษีดังกล่าวยังมีผลอยู่หรือไม่
ศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (Court of International Trade) วินิจฉัยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ IEEPA โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในการเรียกเก็บภาษีแบบต่างตอบโต้หรือตอบแทน (Reciprocal Tariffs) เกือบทุกประเทศทั่วโลกที่ประกาศเมื่อ 2 เมษายน
ขณะที่ศาลอุทธรณ์ระงับคำตัดสินดังกล่าวของศาลการค้า หลังจากนั้นในวันที่ 29 พฤษภาคม ทำให้คำสั่งภาษีของทรัมป์ยังมีผลต่อไป
เบสเซนต์ซึ่งเป็นผู้นำคณะเจรจาการค้าของสหรัฐกล่าวว่า คำตัดสินของศาลการค้าไม่ได้มีผลต่อการเจรจาที่มีขึ้นกับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ เลย พร้อมกับย้ำว่า จะมีการเจรจาการค้าต่อไปเพื่อบรรลุข้อตกลงก่อนสิ้นสุดการเลื่อนเวลา 90 วัน