ดร.อาร์ม วิเคราะห์สงครามการค้าฉากต่อไป ระยะสั้นใช้ ม.122 ขึ้นภาษีได้ 15% ตามด้วย ม.301 ม.232 แล้วไทยจะอยู่ตรงไหนของจอเรดาห์
ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร รองคณบดีด้านวิชาการ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นภายหลังศาลอุทรณ์รัฐบาลกลาง (U.S.Court of Appeals for the Federal Circuit) สั่ง ”ระงับ“ คำสั่งศาลการค้าระหว่างประเทศ (U.S. Court of international Trade) ที่ให้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ยุติการจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐ
ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐยังคงดำเนินการเก็บภาษีตอบโต้ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐได้ต่อไป ในระหว่างที่ศาลอุทรณ์กลางพิจารณาคำร้องทั้งผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้อง “หรืออีกนัยหนึ่ง วันนี้กำแพงภาษีได้กลับมา “ออน” อีกครั้งแล้ว โดยศึกการค้าครั้งนี้เต็มไปด้วยการหักมุม Twists and Turns และสงครามการค้ายังไม่หายไปไหน“ ดร.อาร์มกล่าว
ทั้งนี้ ดร.อาร์มได้ไล่เรียง Timeline ล่าสุดของเรื่องนี้ก็คือ 28 พ.ค. 2568 ศาลการค้าระหว่างประเทศ (CIT) สั่งให้รัฐบาลสหรัฐยุติการเก็บภาษีที่ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Power Act หรือ IEEPA เป็นฐาน โดยชี้ว่าการขาดดุลการค้าไม่ใช่ “ภัยฉุกเฉินที่ผิดปกติและรุนแรง” ตามที่กฎหมาย IEEPA กำหนด โดยมีการสั่งระงับภาษีนำเข้า เช่น ภาษี 10% ทั่วกระดาน, 20% จีน, 25% แคนาดา/เม็กซิโก
แต่คำสั่งห้ามเก็บภาษีภายใต้ IEEPA จะไม่รวมไปถึงภาษีรายอุตสาหกรรม (Sectoral Tariff) ภายใต้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 232 เช่น เหล็ก รถยนต์ อะลูมิเนียม
หลังจากมีคำสั่งห้ามเก็บภาษีได้เพียง 1 วัน ในวันที่ 29 พ.ค. ศาลอุทธรณ์กลางก็ได้ออกคำสั่ง “ระงับคำตัดสินของ CIT ชั่วคราว” ทำให้รัฐบาลสหรัฐยังสามารถเก็บภาษีตอบโต้ตามเดิมต่อไปได้ระหว่างรอการอุทธรณ์ โดยฝ่ายโจทก์มีเวลายื่นคัดค้านถึง 5 มิ.ย.นี้ ส่วนฝ่ายรัฐบาลต้องยื่นคำชี้แจงภายใน 9 มิ.ย.เช่นกัน
เมื่อสถานการณ์ในการดำเนินการของศาลเป็นเช่นนี้ ดร.อาร์มได้กล่าวถึงผลกระทบในระยะสั้นว่า 1) ภาษีนำเข้าชุดใหญ่ของทรัมป์ (Reciprocal Tariffs) ยังมีผลบังคับใช้ต่อไปชั่วคราว เปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหาร “ยื้อเวลา” พร้อมพิจารณาใช้กฎหมายฉบับอื่น ๆ แทน กม. IEEPA
ตามมาด้วยคำถามสำคัญที่ว่า แล้วรัฐบาลสหรัฐอาจทำอะไรต่อไป ในประเด็นนี้ ดร.อาร์มกล่าวว่า เท่าที่อ่านบทวิเคราะห์ต่าง ๆ ต่อให้สมมติว่าสุดท้าย กม. IEEPA ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้เรียกเก็บภาษีตอบโต้ถูกศาลอุทรณ์กลางตีตกไป
ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจภายใต้กฎหมายฉบับอื่น ๆ เพื่อเดินหน้ายุทธศาสตร์เก็บภาษีต่อไปได้ด้วยการใช้
1) มาตรา 122 ของกฎหมายการค้า 1974 ซึ่งสามารถใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดการสอบสวน กล่าวคือเก็บภาษีได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน แต่ต้องขออนุมัติรัฐสภา หากต้องการต่ออายุคาดว่าอาจใช้แทนภาษี 10% ที่ถูกระงับได้
2) มาตรา 301 สามารถใช้ตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ “ทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม” กับสหรัฐ เช่น การอุดหนุน หรือขโมยเทคโนโลยี โดยการใช้มาตรานี้ไม่มีเพดานหรือข้อจำกัดด้านเวลา แต่ต้องผ่านการสอบสวนก่อน จึงเหมาะกับการเจาะเป้าหมายประเทศคู่ค้ารายใหญ่
3) มาตรา 232 เป็นกฎหมายที่ใช้เหตุผลด้าน “ความมั่นคงแห่งชาติ” เรียกเก็บภาษีนำเข้า การใช้มาตรานี้สหรัฐเคยใช้กับสินค้าเหล็ก-อะลูมิเนียม และ รถยนต์ และอาจขยายสู่สินค้ายา หรืออิเล็กทรอนิกส์ หรือกว้างกว่านั้นก็ได้
4) มาตรา 338 (Trade Act 1930) อนุญาตให้เก็บภาษีสูงสุด 50% หากประเทศนั้นมีการเลือกปฏิบัติต่อสหรัฐ แต่มาตรานี้ยังไม่เคยมีรัฐบาลสหรัฐชุดใดใช้มาก่อน
ดร.อาร์มเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะ “เสียหมาก“ ไม่สามารถใช้ กม. IEEPA มาเก็บภาษีตอบโต้จากคำสั่งของศาลการค้าระหว่างประเทศได้ แต่คำสั่งศาลอุทธรณ์ล่าสุดทำให้รัฐบาลทรัมป์ยังคงเดินหน้าต่อได้ เช่น ในระยะสั้น อาจใช้ มาตรา 122 ออกภาษีใหม่ได้ทันที หรือในระยะยาว อาจเปิดแนวรบใหม่ผ่านมาตรา 301 และ 232 เพื่อสร้าง “ระบบภาษีถาวร” ที่เจาะลึกและรัดกุมกว่าเดิม
ดังนั้น สิ่งที่แน่นอนคือ “ความไม่แน่นอน” ที่เกิดขึ้นจากที่ไกลตัว แต่ดันมีผลกระทบใกล้ตัวมาก คน-ธุรกิจ-ประเทศไทยต้องเตรียมรับมืออยู่เสมอ โดยสงครามการค้าอาจเปลี่ยนรูปแบบ ต้องใช้กระบวนท่ายาก และซับซ้อนขึ้น แต่ ”มันยังไม่จบแน่นอน“
คงต้องตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะคำถามสำคัญหนึ่งที่ ดร.อาร์มเห็นก็คือ ในเมื่อสหรัฐไม่ได้มี ‘กระสุนกีดกันการค้า’ แบบไม่จำกัดแบบเดิมแล้ว รัฐบาลสหรัฐจะเลือกใช้กับประเทศไหนบ้าง และจะใช้กับอุตสาหกรรมใด และที่สำคัญก็คือ “ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเรดาห์” ดร.อาร์มกล่าว
ล่าสุดมีรายงานข่าวเข้ามาว่า จนกระทั้งถึงบัดนี้ ฝ่ายสหรัฐยังไม่มีการนัดหมายเจรจากับคณะผู้แทนไทย เพื่อลดภาษีตอบโต้ ซึ่งประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึงร้อยละ 36 แต่อย่างใด