คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วิมล ตัน
นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2568 ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ และสร้างปัญหาสะท้านสะเทือนไปทั้งโลกด้วยการลงนามในคำสั่งเรียกเก็บภาษีตอบโต้การค้ากับทั่วโลก
จนถึงวันนี้ ผ่านมาเกือบ 5 เดือน คนทั้งโลกผจญกับความวุ่นวาย สับสนอลหม่าน มีคำพูดพิลึกพิลั่น นโยบายกลับหัวกลับหางให้ได้มึนงง คาดเดาอะไรไม่ได้เลย
เรียกได้ว่า ทรัมป์ประสบความสำเร็จอย่างมาก กับการประชาสัมพันธ์ตัวเอง เพราะมีชื่อเป็นข่าวได้แทบทุกวัน
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ ในช่วงเกือบ 5 เดือน ที่ชัดเจนคือ ตลาดทุน ตลาดเงินผันผวนอย่างหนัก ตลาดหุ้นแย่อยู่แล้วยิ่งแย่เพิ่มขึ้น เงินบาทเดี๋ยวอ่อนเดี๋ยวแข็งค่า ตามผลกระทบเงินดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกับทองคำ ที่ผันแปรสะท้อนความไม่มั่นใจในสงครามการค้าที่เกิดขึ้น นักลงทุนวิ่งหาสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อหลบภัย
แต่ในแง่ของการส่งออก ซึ่งน่าจะเป็นตัวหลักที่ได้รับเอฟเฟ็กต์จากการขึ้นภาษีนำเข้าจากทรัมป์ กลับยังไปได้ดี เห็นได้จากตัวเลขการส่งออก 4 เดือนแรกที่ยังเติบโต อาจเป็นเพราะความไม่แน่นอนของมาตรการขึ้นภาษี มีการเลื่อนระยะเวลาบังคับใช้ 90 วัน เป็นจังหวะดี ทำให้ผู้ส่งออกต่างเร่งเครื่องส่งออกกันเร่งด่วน ก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม 2568
เช่นเดียวกับ งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก อย่าง THAIFEX-ANUGA ASIA 2025 ที่จัดขึ้นปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความคึกคัก ทั้งผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารทั้งไทยและอีก 56 ประเทศ กว่า 3,200 บริษัท เข้าร่วมออกบูทกว่า 6,200 บูท และมีผู้เข้าร่วมชมงานหลั่งไหลมาจาก 140 ประเทศทั่วโลก สะท้อนภาพความตื่นตัว ตอบรับสงครามการค้าโลก ภาวะการกีดกันทางการค้า ทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลกต่างเร่งค้าขาย หาช่องเปิดตลาดซื้อขายใหม่ ๆ เพื่อเตรียมรับมือกับแรงกระแทก หากการเจรจาต่อรองระหว่างสหรัฐกับนานาประเทศที่โดนภาษีไร้ผล
โดยเฉพาะผู้ผลิตจากประเทศจีนที่คึกคัก มากหน้าหลายตากว่าชาติอื่น แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักสู้ เมื่อตกเป็นเป้าหมายสำคัญของอเมริกา นักค้าขายจีนก็เร่งหาหนทางรอด หาตลาดใหม่ ๆ เพื่อเจาะเข้าประเทศอื่นแทน สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลจีนที่ช่วยสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการจีนในการสู้ศึกการค้า โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมสินค้า Made In China เสมือนเป็นการปลุกกระแสชาตินิยมที่มาถูกที่ถูกเวลา ผ่านสนามการค้าที่มีความขัดแย้ง แบ่งพรรคแบ่งพวกรุนแรง
จริง ๆ แล้ว คนไทยคุ้นเคยกับกระแสความรักชาติมานานแล้ว เรารู้จักคำว่า “เมดอินไทยแลนด์” ผ่านบทเพลงดังของวงคาราบาว มาตั้งแต่ปี 2527 เชื่อว่า คนไทยแทบทุกคนร้องเพลงนี้ได้
แต่ผ่านมา 40 ปี กระแสชาตินิยมกลับปลุกไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ คนไทยขึ้นชื่อว่า เป็นนักช็อปติดระดับโลก เป็นนักซื้อตัวยง แต่กลับนิยมสินค้าแบรนด์ดัง ๆ เมืองนอก หรือช็อปตามศิลปินคนโปรด แม้กระทั่งในโลกช็อปปิ้งออนไลน์ พี่ไทยก็ไม่น้อยหน้าชาติใด รายงาน Digital 2025 ของ DataReportal ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซื้อของออนไลน์มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
แต่เป็นการซื้อโดยที่ไม่ได้คำนึงถึง หรือให้ความสำคัญกับสินค้า “เมดอินไทยแลนด์” เลย
ท่ามกลางความหวั่นกลัวว่า สินค้าจากจีน เวียดนาม จะทะลักเข้ามาขายแข่งกับสินค้าไทย และปัญหาสินค้าสวมสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย ในรูปแบบ “โรงงานศูนย์เหรียญ” หรือ “ร้านอาหารศูนย์เหรียญ” ใช้คนงานชาติตัวเอง วัตถุดิบนำเข้าจากประเทศตัวเอง เสร็จแล้วขายให้คนไทย หรือส่งออกในนามประเทศไทย
เหล่านี้คือ ปัญหาที่ไทยกำลังประสบ
ถึงเวลาที่คนไทยจะต้องเอาจริงเอาจังกับคำว่า ชาตินิยม ปลุกกระแส “เมดอินไทยแลนด์” เพื่อร่วมด้วยช่วยกันรับมือสงครามการค้าครั้งนี้
อย่านิ่งนอนใจจนไร้ที่ยืนในเวทีโลก