มติชนจัดสุดปัง ‘50 ปีไทย-จีน’ นิทรรศการประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์
ศูนย์ข้อมูลมติชนจัดเต็มร่วมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี จัดนิทรรศการ ‘ไทยจีนก้าวไปด้วยกัน’ เจาะไฮไลต์หลักฐานประวัติศาสตร์สัมพันธ์การทูต เหตุการณ์สำคัญ ๆ ทั้งไทยไม่คัดค้านจีนเป็นสมาชิกยูเอ็น พร้อมโชว์หนังสือพิมพ์ประชาชาติเมื่อปี 2515 ที่ส่งนักข่าวรุ่นใหญ่ “สุจิตต์ วงษ์เทศ-สุทธิชัย หยุ่น” ไปร่วมบันทึกเหตุการณ์สถาปนาความสัมพันธ์ รวมถึงหัวข้อที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน ผ่านความมือมือทางธุรกิจ-ลงทุน พบงานนิทรรศการและสัมมนาพิเศษ 11-13 ก.ค.นี้ ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค พร้อมติดตามการนำเสนอข่าว-รายงานรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป
สืบเนื่องกรณี “เครือมติชน” จัดกิจกรรม “50 ปี ไทย-จีน The GOLDEN ROAD : FROM NOW TO ETERNITY” ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ประกอบด้วย 1.จัดทำฉบับพิเศษ เฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 2.นำเสนอข่าวการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ที่ทางสื่อทั้งหนังสือพิมพ์และออนไลน์ของเครือมติชน และนำเสนอรายงานพิเศษในหนังสือพิมพ์มติชน
3.สัมภาษณ์พิเศษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 และเผยแพร่ทางช่องมติชนทีวี ตลอดจนนำเสนอรายการพิเศษทิศทางการพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยและจีน ทางช่องยูทูบของมติชนทีวี รวม 10 ตอน เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์มติชนที่ทยอยนำเสนอสกู๊ปพิเศษจำนวน 10 ตอน เช่นกัน 4.จัดสัมมนาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน 3 วันติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค เวลา 10.00-18.00 น. โดยจะมีนิทรรศการความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและจีน
5.จัดงานดินเนอร์ทอล์ก เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เย็นวันที่ 22 กรกฎาคม เบื้องต้นได้เชิญตัวแทนจากสถานทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ปาฐกถาพิเศษ
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายจุมพฏ สายหยุด ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) กล่าวถึงการจัดนิทรรศการในหัวข้อ “ไทยจีนก้าวไปด้วยกัน” ว่านำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน 50 ปี ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย โดยส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของประเทศอย่างมากอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่
1.ด้านสังคม การสถาปนาความสัมพันธ์ทำให้คนไทยสามารถอยู่ร่วมกับคนไทยเชื้อสายจีนได้อย่างไม่หวาดระแวงต่อไป เพราะเหตุการณ์ความสัมพันธ์ไทยจีนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ไม่ต่างจากสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ในประเทศไทย เนื่องจากในสมัยราชวงศ์ชิง คนจีนเข้ามาอาศัยในไทยเป็นจำนวนมาก
“ตอนนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงในจีนเยอะ มีกฎหมายที่สำคัญข้อหนึ่งที่ราชวงศ์ชิงประกาศไว้ว่า คนจีนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดของโลก แต่เมื่อมีเชื้อสายจีนก็ยังถือเป็นคนจีนเสมอ ซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติเพื่อแย่งชิงมวลชน จึงเกิดคำว่า ‘จีนโพ้นทะเล’ ความหมายก็คืออยู่ที่ไหนก็เป็นจีน”
ดังนั้น การสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีนได้มีข้อตกลงที่ว่า การที่คนจีนอยู่ในประเทศไทยจะต้องเลือกว่าจะถือสัญชาติไทยหรือสัญชาติจีนไปเลย จะไม่สามารถมี 2 สัญชาติได้ เป็นข้อยุติความหวาดระแวง จนทำให้ทุกวันนี้คนเชื้อสายไทยจีน แต่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนไทย ทำให้เกิดการสร้างสันติสุขเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะคนไทยจีนได้รับโอกาสการถือสัญชาติไทยเพียงสัญชาติเดียว ตามข้อตกลงของการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-จีน” นายจุมพฏกล่าว
นายจุมพฏกล่าวอีกว่า ต่อมาข้อที่ 2 คือ ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งไทยสามารถที่จะดำรงเอกราช และความเป็นประชาธิปไตยได้ ทั้งที่มีพรมแดนที่ติดกับประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์
“ตอนนั้นเรามีปัญหาเรื่องความมั่นคงอย่างมาก แต่ก็สามารถดำรงเอกราชและความเป็นประชาธิปไตยได้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากการเปิดความสัมพันธ์ไทย-จีน ส่วนข้อที่ 3 คือโอกาสทางเศรษฐกิจและความร่วมมือที่ได้ตามมาหลากหลายด้าน ทั้งด้านการค้า การลงทุนที่สามารถทำร่วมกันได้” นายจุมพฏกล่าว
นายจุมพฏยังกล่าวถึงไฮไลต์ของการจัดนิทรรศการว่า ประกอบด้วย 1.หัวข้อ ‘1,326 วันปฏิบัติการสถาปนาความสัมพันธ์ไทยจีน’ ซึ่งบอกเล่าถึงข้อมูลปฏิบัติการที่เปิดความสัมพันธ์ทางการทูต รวมถึงเบื้องหลังที่เป็นการกระทำอย่างปิดลับ
“ในวันที่ 25 ตุลาคม 2515 จีนสามารถเข้าเป็นสมาชิกของ UN แทนไต้หวันได้ และไทยโหวตไม่คัดค้านและเป็นครั้งแรกที่ไทยแสดงท่าทียอมรับจีน จากวันนั้นมาก็เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาอีกจำนวนมาก เครือมติชนสามารถเข้าถึงเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้นได้ ทำให้ทราบว่า กว่าจะได้เปิดความสัมพันธ์ได้ มีนักการทูต นักธุรกิจมากมายที่มีบทบาทในเรื่องนี้ แต่บางท่านไม่ได้รับการกล่าวถึงจนถูกลืมไปเลยก็ว่าได้” นายจุมพฏกล่าว
ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลมติชนกล่าวต่อไปว่า หัวข้อที่ 2.คือ ‘หนังสือพิมพ์ประชาชาติ’ ซึ่งบันทึกเหตุการณ์เปิดความสัมพันธ์ไทย-จีนในเวลานั้น โดยส่งนักข่าวไป 2 คน ได้แก่ นายสุจิตต์ วงษ์เทศ และนายสุทธิชัย หยุ่น
“เราจะนำหนังสือพิมพ์ของประชาชาติที่ได้บันทึกไว้ มานำเสนอให้ได้ชม ให้ได้ทราบถึงอารมณ์และความรู้สึกในช่วงเวลานั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ส่วนหัวข้อที่ 3 ซึ่งเป็นหัวข้อสุดท้ายคือ ‘บทใหม่ความสัมพันธ์ไทยจีน’ เล่าเรื่องบทใหม่ในอนาคต เพื่อให้เห็นถึงโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ ให้มาดูถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นในลักษณะนี้ ว่าจะมีความหมายต่อเขาหรือสังคมไทยอย่างไร
โดยมีการนำเสนอกรณีศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ไทยได้ร่วมมือกับจีนแล้วเกิดประโยชน์ อาทิ พลังงาน, โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์, สมาร์ทฟาร์มเมอร์, โดรนการเกษตร, EV ยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงเรื่องภาพยนตร์ ซีรีส์ ไทยก็ชอบดูของจีน จีนเองก็ชอบดูของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์วาย หนังผี คอเมดี้
อีกทั้งทุกวันนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทยก็เปิดการสอนคณะแพทย์แผนจีน เราจะเห็นได้ถึงความร่วมมือของภาคประชาชน ซึ่งเป็นบทใหม่ของความสัมพันธ์ที่โอกาสมีอยู่สูง” นายจุมพฏกล่าว
นายจุมพฏกล่าวอีกว่า สำหรับนิทรรศการไทยจีนก้าวไปด้วยกัน ต้องการที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้มาเยี่ยมชมได้เห็นว่าความสัมพันธ์ไทย-จีน เป็นความสัมพันธ์ในกราฟลักษณะพิเศษ คำว่า ‘จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน’ จีนก็ได้นำคำนี้ไปใช้ว่า ‘จงไท่อี้เจียชิน’ แปลความหมายว่า จีน-ไทยครอบครัวเดียวกัน ซึ่งจีนเองนับประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เป็นครอบครัวเดียวกัน แม้เราไม่ได้มีพรมแดนติดกันก็ตาม
“ผมคาดหวังว่าคนที่ไปดูนิทรรศการสามารถที่จะย้อนกลับมาดูประเทศไทย หรือคนไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน ว่าจริง ๆ เราจะอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านของเราแบบไหน ครั้งหนึ่งเราเคยหวาดระแวงจีนสูงมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์ร่วมกันจนถึงทุกวันนี้ได้” นายจุมพฏกล่าวทิ้งท้าย