Skip to content

‘พิชัย’ พบกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ในสิ้นปี’68

05 มิ.ย. 2568 | 10:47น.
‘พิชัย’ พบกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ เร่งปิดดีล FTA ไทย-EU ในสิ้นปี’68

‘พิชัย’ พบ ‘มารอส เซฟโควิช’ กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ เร่งเจรจาปิดดีล FTA ไทย-EU ในสิ้นปี 2568 สร้างโอกาสให้ประเทศ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ในช่วงการประชุม OECD ระดับรัฐมนตรี ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผมได้พบหารือกับนายมารอส เซฟโควิช (H.E. Mr. Maroš Šefčovič) กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและความโปร่งใส เพื่อติดตามความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) และผลักดันให้สรุปผลได้ภายในปีนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร

นายพิชัยกล่าวว่า ตนและนายมารอสเห็นร่วมกันว่าการเจรจา FTA ไทย-EU มีความคืบหน้าที่ดี สามารถสรุปการเจรจาไปได้แล้ว 4 บท ได้แก่ (1) ความโปร่งใส (2) แนวปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ (3) พิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และ (4) ระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับ EU อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้บทที่เหลือได้ข้อสรุปที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายโดยเร็ว

โดยผมได้ย้ำกับฝ่าย EU ว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเจรจากับ EU เนื่องจาก EU เป็นพันธมิตรและคู่ค้าที่สำคัญของไทย และมั่นใจว่า FTA ฉบับนี้ จะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน และลดผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน

นายพิชัยเสริมว่า ขณะนี้เป็นช่วงสำคัญของการเจรจา เพราะเริ่มเข้าสู่การหารือเปิดตลาดแล้ว และจะมีการประชุมรอบที่ 6 ระหว่างวันที่ 23-27 มิถุนายน 2568 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งหวังว่าจะมีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจยิ่งขึ้น

โดยผมได้กำชับกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเร่งการเจรจาให้สามารถสรุปผลได้ภายในปีนี้ เพื่อขยายโอกาสและสร้างแต้มต่อทางการค้า ผลักดันการส่งออก ดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศ และเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของไทยให้ทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายในประเด็นใหม่ ๆ ทางการค้า

นอกจากนี้ ตนยังให้ความสำคัญกับการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA กับภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ

EU เป็นคู่ค้าลำดับที่ 4 ของไทย (รองจากจีน สหรัฐ และญี่ปุ่น) ในปี 2567 มีมูลค่าการค้าประมาณ 43,533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.17 ของการค้าไทยในตลาดโลก โดยไทยส่งออกไป EU ประมาณ 24,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก EU ประมาณ 19,328 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 14,341.92 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 8,431.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้า 5,910.80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น (1) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) อัญมณีและเครื่องประดับ (3) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (4) ผลิตภัณฑ์ยาง (5) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญจาก EU เช่น (1) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (2) ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม (3) เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบินและส่วนประกอบ (4) เคมีภัณฑ์ (5) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ