ดูเหมือนว่า ปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ในปี 2568 จะ “เบาและลดความรุนแรงลง” เมื่อเทียบกับปีที่ผ่าน ๆ มา จนเกิดความเชื่อกันว่าเป็นเพราะมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองปี 2568 มีการนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล สามารถวัดออกมาเป็นจำนวนวันวิกฤต (สีแดง) ลดลง
ทว่าข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่ รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้ากลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์บรรยากาศ คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ค้นพบก็คือ ฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ไม่ได้หายไปไหน แต่จำนวนวันวิกฤตที่เกิดฝุ่นกลับมีค่าความเข้มข้นของฝุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น จากฝุ่นที่เคลื่อนที่ระยะไกลเข้ามาเติมเต็มในพื้นที่และการเกิดฝุ่นที่มาจากการทำปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ ทั้งหมดนี้สามารถ “ถอดบทเรียน” เพื่อเตรียมการรับมือกับฤดูฝุ่นในปี 2569 ได้
ทำไมฝุ่นมาเร็วไปเร็ว
จากการเก็บข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอุตุนิยมวิทยาใกล้ผิวดินและมลสารทางอากาศ หรือ KU Tower ในฤดูฝุ่นที่ผ่านมา ดร.สุรัตน์พบว่า จำนวนวันวิกฤต (Number of Days with PM 2.5/PM 10 Ratio > 0.6) จะลดลง โดยปีฝุ่น 2567 มีจำนวนวันวิกฤตที่บ่อยและถี่กว่าปีนี้ แต่ก็มีจำนวนวันที่เกิดฝุ่นหนักและเกิดติดต่อกันเกินกว่า 9 วันอยู่
โดยเมื่อเปรียบเทียบความเข้มข้นของ PM 2.5 ค่าเฉลี่ยรายวันระหว่างปี 2023-2025 ตามระดับความเข้มข้นจะพบว่า ปี 2025 มีสัดส่วนจำนวนวันที่ค่า PM 2.5 มีค่าเกินมาตรฐาน (>- 37.5 ug/m3) สูงถึง 28 วัน ซึ่ง “มากกว่า” ปี 2024 ทั้งปีมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าค่ามาตรฐานเพียง 24 วัน
คำถามก็คือ ปรากฏการณ์ฝุ่นที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากมาตรการของรัฐเลยหรือไม่ ในประเด็นนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับปัจจัย 2 ปัจจัยคือ อุตุนิยมวิทยามีผลทำให้ค่าตัวเลขฝุ่นขึ้นไปสูงหรือต่ำลง โดยในช่วงที่ฝุ่นเพิ่มสูงขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร ค่าความเข้มข้นขึ้นไป 100 กว่า (ตรวจพบค่าฝุ่นสูงเกิน 37.5 ug/m3 ต่อเนื่อง 9 วัน จะส่งผลให้ค่าฝุ่นเฉลี่ย 24 ชม.สูงถึง 78.67 ug/m3 หรือเกินกว่ามาตรฐาน 2 เท่า) เกิดจาก Patterns ฝุ่น 3 รูปแบบคือ

ฝุ่นหลังเที่ยงคืน (Midnight Particle) อุณหภูมิลดต่ำลง ความชื้นในบรรยากาศสูงขึ้นจนเกิดหยดน้ำในอากาศ ฝุ่นก็จะดึงเอาหยดน้ำเข้าไปไว้ในตัว ทำให้ “ฝุ่นอ้วนขึ้น” ประกอบกับลมต่ำเกิดฝุ่นรูปแบบที่สองคือ ฝุ่นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) ฝุ่นก็โตขึ้นตั้งแต่หลังเที่ยงคืนไปจนกระทั่งถึงช่วงเช้า ค่าฝุ่นจึงทะลุและยังเกิดฝุ่นในรูปแบบ Mixed Particle เข้ามาผสมผสานด้วย แต่ถ้าลมเปลี่ยนทิศ มีลมจากทางใต้เข้ามา ฝุ่นก็จะหายไป โดยปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2568 แม้จะเกิดฝุ่นหลังเที่ยงคืน แต่มีลมพัดเข้ามา ฝุ่นจึงมาเร็วและหายไปเร็วกว่าปี 2567
ปัจจัยที่ 2 การเผาแล้วลอยข้าม (Transboundary) ไม่ว่าจะลอยมาจากพื้นที่รอบกรุงเทพมหานครหรือลอยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน (การเผาข้ามแดน) จัดเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้าจำนวนฝุ่นลอยข้ามแดนเข้ามา (กัมพูชา-ภาคตะวันออก) ลดลง จำนวนวันที่เกิดวิกฤตฝุ่นสีแดงในกรุงเทพฯก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งในปี 2568 เกิดปรากฏการณ์เผาแล้วลอยข้ามเข้ามา รวมกับการเกิดฝุ่นหลังเที่ยงคืน ทำให้ฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯแม้จำนวนวันจะลดลง แต่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น
ปัจจัยที่ 3 ฝุ่นทุติยภูมิ หรือฝุ่นขนาดเล็กหรือละอองลอยในอากาศที่เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีหรือการเปลี่ยนรูปในบรรยากาศของก๊าซสารตั้งต้นบางประเภท เช่น ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (Nox) โดยดูจาก PM 2.5/PM 10 Ratio ถ้าค่าเริ่มสูงขึ้นแสดงว่า มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นแล้ว เมื่อเกิดขึ้นตัวต่อมาที่จะตามมาก็คือ ก๊าซโอโซน จากการติดตามผลจากสถานี KU Tower ในปี 2568 พบฝุ่นทุติยภูมิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยฝุ่นตัวนี้จะเป็น “เทรนด์ใหม่” ของฤดูฝุ่นปีหน้า (2569)
“ในอนาคตเราจะมีฝุ่นทุติยภูมิเพิ่มมากขึ้น ฝุ่นตัวนี้เกิดจากการทำปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ มีก๊าซเข้ามา เกิดฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก ๆ หรือเล็กกว่า PM 2.5 เรียกว่าเป็นฝุ่น PM 1 ถ้าวัดเป็นจำนวนกรัมน้ำหนักมันไม่มาก แต่อานุภาพมันแยะ พวกนี้จะมีบายโปรดักต์เป็นโอโซน เวลาทำปฏิกิริยาเคมีมันจะเกิดเป็นก๊าซโอโซนกับ Particle ขนาดเล็กมาก ๆ ความอันตรายของฝุ่น PM 1 จะขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดของมัน เช่น เกิดจาก Nox หรือไอเสียรถยนต์เป็นสารตั้งต้นก็จะอันตราย” รศ.ดร.สุรัตน์กล่าว
รับมือฝุ่นมลพิษ PM 1
สำหรับปัญหาฝุ่นของกรุงเทพมหานครก็คือ ปัญหาเฉพาะหน้า จะเอาฝุ่น PM 2.5 ลงมาได้อย่างไร กับปัญหาในอนาคตก็คือ ฝุ่นทุติยภูมิ หรือฝุ่น PM 1 ขนาดเล็กมาก ๆ ที่เกิดจากกระบวนการปฏิกิริยาเคมีในบรรยากาศ จะลดหรือจำกัดปริมาณลงอย่างไรที่จะเจอในฤดูฝุ่นปี 2569
ดังนั้นการที่รัฐบาลออกมาพูดว่า สถานการณ์ฝุ่นในปี 2568 “ดีขึ้น” นั้นเป็นการติดตามสถานการณ์ตลอดทั้งปี (มกราคม-ธันวาคม) และเป็นไปอย่างที่รัฐบาลแจ้ง แต่ในช่วงวันวิกฤต (สีแดง) นั้น ฝุ่น PM มันไม่ได้ต่ำลง แต่มันสูงขึ้น (ค่าความเข้มข้น) ที่ฝุ่นในปีนี้มาแล้วหายไปเร็ว บอกได้เลยว่าเกิดจากฝนมาเร็ว กับลมเปลี่ยนทิศ จึงทำให้ความรุนแรงของปัญหาฝุ่นปี 2568 ไม่ได้หนักเท่ากับฤดูฝุ่นปี 2566-67
“ผมเชื่อว่า มาตรการรัฐยังไม่มีผลอย่างชัดเจนที่จะทำให้ฝุ่นลดลง ไม่ว่าจะเป็นการประกาศใช้มาตรการใด ๆ ก็ตาม ซึ่งตามปกติมาตรการของรัฐที่ทำมาจะเป็นมาตรการเชิงรับมากกว่าเชิงรุก อย่างเช่น การขอความร่วมมือ ส่วนมาตรการเชิงรุกก็จะมีการห้ามเผาเด็ดขาด ซึ่งเป็นมาตรการเชิงรุกที่หาทางออกให้กับเกษตรกร/ชาวบ้านไม่ได้ เช่น กำหนดว่าช่วงนี้ห้ามเผา แต่พอพ้นจากช่วงนี้ไปก็เผากันเต็มที่ ฝุ่นก็เพิ่มขึ้นอีก” รศ.ดร.สุรัตน์กล่าว
ดังนั้นฤดูฝุ่นปี 2568 จึงมี Keyword สำคัญอยู่ 2 ประการก็คือ 1) ฝุ่นยังคงเพิ่มขึ้นในช่วงวันวิกฤต (สีแดง) มาตรการของรัฐจะเห็นผลในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูฝุ่น เลยทำให้แนวโน้มฝุ่นตลอดปีลดลง แต่ช่วงวันวิกฤตฝุ่นมาก ๆ ฝุ่นไม่ได้ลดลงเลย กับ 2) ในฤดูฝุ่นปีหน้ามีแนวโน้มจะเกิด ฝุ่นทุติยภูมิ (Secondary Particle) มากขึ้น ส่งผลให้เกิดฝุ่นขนาดเล็กมาก ๆ ที่เรียกว่า PM 1 คือ ขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอนลงไปอีก นี่คือ ปัญหาที่กรุงเทพมหานครจะเจอในอนาคตแน่นอน โดยฝุ่นเล็กระดับนี้มีต้นตอมาจากการจราจร-ขนส่ง รถสันดาป และโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อย Nox
พร่องน้ำ-พร่องฝุ่น สิ่งที่ กทม.ต้องทำ
หลักการในการจัดการฝุ่นในฤดูกาลหน้าก็คือ จะต้องจัดการที่ต้นกำเนิดฝุ่นสำหรับในกรุงเทพฯก็คือ การจราจร-ขนส่ง และโรงงานอุตสาหกรรม แต่ถ้าเป็นช่วงที่เกิดฝุ่นจากการเคลื่อนที่ระยะไกล (Transboundary) วิ่งเข้ามา สิ่งที่ กทม.ควรดำเนินการก็คือ ต้องจัดการกับฝุ่นข้างใน กทม.ให้ลดลงให้มากที่สุด ควบคู่ไปกับมาตรการของรัฐบาลในการจัดการกับฝุ่นที่มาจากภายนอกหรือฝุ่นข้ามแดน ถ้าเกิดฝุ่น Transboundary แล้วไม่ลดฝุ่นภายในลง กรุงเทพมหานครก็ไม่รอด
“ต้องใช้การพร่องฝุ่นหรือหลักการเดียวกันกับการพร่องน้ำของกรมชลประทาน ต้องทำให้ฝุ่นใน กทม.ลดลงให้มากที่สุด เมื่อฝุ่นข้ามแดนจากการเผาทั้งภายในภายนอกประเทศเข้ามาผสม ความเข้มข้นของฝุ่นก็จะลดลง ถ้าทำไม่ได้ก็จะเป็นการเพิ่มฝุ่นเข้ามาอีก วันวิกฤตก็จะเพิ่มขึ้น ประกอบกับเจอกับฝุ่นที่เกิดหลังเที่ยงคืนก็จะไปกันใหญ่” รศ.ดร.สุรัตน์กล่าว
ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เชียงใหม่” ก็ไม่ได้หนักเหมือนกับปี 2566-2567 นั้น รศ.ดร.สุรัตน์กล่าวว่า ก็เป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่ กทม.คือ ปีนี้ฝนมาเร็ว แม้พื้นที่ภาคเหนือภายในจะบริหารจัดการฝุ่นตามมาตรการของรัฐบาล (ห้ามเผาเด็ดขาด) เป็นอย่างดี แต่ฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง สปป.ลาว-เมียนมานั้น “ไม่ได้ลดลงเลย” ยังมีการเผาเป็นปกติ ดังนั้นการบริหารจัดการฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือจะต้องใช้วิธีการผสมผสานกัน กล่าวคือ
การปฏิบัติการเชิงรุกกับพื้นที่ภายในประเทศ ส่วนการเผานอกประเทศจะต้องใช้วิธีการทางการทูต กระทรวงการต่างประเทศจะต้องทำอย่างไร ที่ผ่านมา “ยุทธการฟ้าใส” ที่ใช้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังทำการเผาอยู่นั้น “เหมาะสมหรือไม่” เนื่องจากเป็นการ “ขอความร่วมมือ” ให้หยุดเผาหรือชะลอการเผาลง แต่ในเมื่อประเทศเหล่านี้ยังต้องทำการเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม จึงมีความจำเป็นต้องเผาไร่เพราะต้นทุนต่ำสุด
ดังนั้นไม่ว่าจะกำหนดยุทธการฟ้าใสหารือกับประเทศเพื่อนบ้านกี่ปีก็จะไม่สามารถหยุดการเผาข้ามแดนอย่างถาวรได้ จึงควรใช้วิธีการที่ว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยนแปลงวิธีการทำการเกษตรใหม่