Skip to content

กลุ่มพรีเมียร์ลุยต่อ ‘มีวนา’ รุกธุรกิจวนเกษตร ตัดวงจรทำลายป่า

11 มิ.ย. 2568 | 11:03น.
กลุ่มพรีเมียร์ลุยต่อ ‘มีวนา’ รุกธุรกิจวนเกษตร ตัดวงจรทำลายป่า

สถิติของกรมป่าไม้ระบุ พื้นที่ป่าในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 31.47% ของพื้นที่โดยรวม พื้นที่ป่าในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 101.8 ล้านไร่ ลดลงไปจำนวนหนึ่ง จากปี 2558 ที่มีอยู่ทั้งหมด 102.24 ล้านไร่

เมื่อแนวโน้มพื้นที่ป่าเป็นเช่นนี้ บริษัท มีวนา จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ผู้ผลิตกาแฟอราบิก้าด้วยระบบวนเกษตรอินทรีย์ จึงประกาศให้ธุรกิจกาแฟเดินหน้าแบบไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า โดยริเริ่มและส่งเสริมการปลูกกาแฟด้วยวิถีวนเกษตร-เกษตรอินทรีย์ ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ (Organic Shade Grown Forest Coffee)

ล่าสุด มีเกษตรกรเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 223 ครัวเรือน จาก 7 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านขุนลาว, บ้านห้วยไคร้, บ้านห้วยคุณพระ, บ้านดอยช้าง, บ้านใหม่พัฒนา, บ้านผาแดงหลวง และบ้านร่มเย็น ครอบคลุมพื้นที่ป่าต้นน้ำ แม่ลาว, แม่สรวย และแม่กรณ์ ของจังหวัดเชียงราย

โดยทำ MOU ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อขออนุญาตให้เกษตรกรปลูกกาแฟอินทรีย์และใช้เป็นพื้นที่ทำกินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

วิเชียร พงศธร
วิเชียร พงศธร

แบรนด์กาแฟอินทรีย์ของคนไทย

“วิเชียร พงศธร” ประธานกรรมการผู้บริหาร กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ เปิดเผยว่า ปัญหาพื้นที่ป่าลดลงเป็นภัยทั้งปัจจุบันและอนาคต ซึ่ง PM 2.5 ส่งผลกระทบรุนแรง มองว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ภาคเอกชนต้องช่วยกันปกป้องผืนป่า

ย้อนไปเมื่อ 13 ปีก่อน บริษัทและกลุ่มพันธมิตรได้คิดริเริ่มส่งเสริมการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้อย่างยั่งยืน เป็นกาแฟอินทรีย์ที่ช่วยฟื้นฟูผืนดิน มีหลากหลายมิติที่น่าสนใจ ทั้งความเป็นอยู่ของเกษตรกร เป็นมิตรต่อระบบระเบียบของราชการ และมีรายได้จากการผลิตกาแฟอราบิก้า

ที่สำคัญพื้นที่ปลูกกาแฟโดยรอบ เป็นพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่สูง จึงจำเป็นต้องปลูกกาแฟอินทรีย์เพื่ออนุรักษ์แหล่งน้ำและปกป้องพื้นที่ป่าจากไฟป่า เพื่อลด PM 2.5 อย่างยั่งยืน

“ชุมชน คนรอบป่าเป็นกำลังสำคัญ เราจะเป็นต้นแบบที่จะนำไปสู่การขยายผลให้เกิดการทำซ้ำ เนื่องจากการดูแลพื้นที่ป่าราชการไม่สามารถดูแลเองได้ทั้งหมด ต้องให้ชุมชนช่วย”

ปัจจุบัน “มีวนา” มีพื้นที่ป่ากาแฟ 6,531 ไร่ มีต้นกาแฟทั้งหมด 1.6 ล้านต้น สมาชิกเกษตรกรมีวนาปลูกกาแฟด้วยวิถีวนเกษตรอินทรีย์ คู่ไปกับการปลูกไม้ยืนต้นให้ร่มเงา และไม้เศรษฐกิจเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ระบบนิเวศกลับมามีความสมดุลอีกครั้ง

ทั้งช่วยลดปัญหาน้ำท่วมจากน้ำป่าไหลหลาก โดยมีต้นไม้ช่วยดูดซับน้ำไว้ ที่ผ่านมาเกษตรกรช่วยกันดูแลป่าต้นน้ำร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมของมีวนา หลังจากพัฒนาโครงการร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม มีวนาได้ร่วมกับสำนักพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) เพื่อประเมินมูลค่าระบบนิเวศในพื้นที่ ซึ่งมีมูลค่ารวม 555.47 ล้านบาท/ปี

เมื่อถามถึงภาพรวมของกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ “วิเชียร” กล่าวว่า วิสัยทัศน์และพันธกิจในการดำเนินธุรกิจต้องเสริมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ไม่สามารถแยกส่วนกันได้ ต้องดูแลอาหารที่ปลอดภัย ขยะอาหาร ชีวิตความเป็นอยู่ของพนักงาน เน้นพลังงานสะอาด มีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

“ESG เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ที่ไม่ใช่แค่ทำ CSR ส่วนตัวมองว่า ธุรกิจเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายอย่างเดียว แต่วิถีของธุรกิจที่ต้องอยู่ร่วมกับสังคมเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน วัฒนธรรมของภาคธุรกิจอาจเป็นผู้ทำลายโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นต้องเปลี่ยนวิถีใหม่ให้ตอบโจทย์ทุกมิติ”

ดรรชนี คุณาวิชายานนท์
ดรรชนี คุณาวิชายานนท์

“มีวนา” ชวนปลูก-รักษ์ต้นน้ำ

การก้าวสู่ปีที่ 14 ได้จัดแคมเปญ “มีวนา ปลูกมาจนโต..MiVana Living Together, Growing Together” โดยเชิญชวนผู้บริโภคร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าผ่านกาแฟทุกแก้ว ทั้งตั้งเป้าปลูกป่าต้นน้ำเชียงราย 10,000 ต้นในปีนี้

“ดรรชนี คุณาวิชยานนท์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด เสริมว่า แคมเปญนี้เกิดจากการตระหนักถึงปัญหาจำนวนพื้นที่ป่าในไทยที่ลดลงทุกปี และส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในทั่วทุกภาค

จุดยืนของ “มีวนา” คือการให้ความสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำเป็นหลัก พร้อมทำหน้าที่ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกกาแฟอินทรีย์ควบคู่ไปกับฟื้นฟูผืนป่า

13 ปีที่ผ่านมาของ “มีวนา” ได้เป็นตัวกลางที่ช่วยผลักดันและเชื่อมโยงคนที่อยู่ต้นน้ำคือ เกษตรกร และผู้บริโภคให้สื่อสารถึงกันได้ ทั้งตั้งใจที่จะทำให้การปลูกป่าเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว

ด้วยแคมเปญนี้จึงส่งต่อไปยังกิจกรรม “มีวนา ชวนปลูก 10,000 ต้น” ด้วยเป้าหมายปลูกต้นกาแฟ 1 หมื่นต้นในสิ้นปี 2568 เพื่อทดแทนป่าที่เสื่อมโทรม และปลูกพันธุ์ไม้อื่น ๆ ช่วยเพิ่มร่มเงาให้ป่าต้นน้ำอีก 1 หมื่นต้น โดยร่วมกับเกษตรกร 7 หมู่บ้าน ปลูกต้นกล้าในทุก ๆ ปีแล้วกว่า 1 แสนต้น

“ปีนี้เราอยากเชิญชวนทุกคนร่วมกิจกรรมที่ดีผ่านทุกแก้วกาแฟอินทรีย์รักษ์ป่ามีวนา เพียงซื้อเครื่องดื่มทุก ๆ 7 แก้ว จะเป็นการส่งต่อต้นกล้าให้ป่าต้นน้ำ 1 ต้น เท่ากับทุกคนจะมีส่วนร่วมในการปลูกป่า”

ซึ่งตั้งแต่วันนี้-31 ธันวาคม 2568 ที่มีวนาคอฟฟี่ 3 สาขาได้แก่ มีวนาคอฟฟี่ แฟลกชิปสโตร์ (ซอยศรีนครินทร์ 57 ข้างพาราไดซ์ พาร์ค), มีวนาคอฟฟี่ บ้านสาทร (ซอยนราธิวาสฯ 7) และมีวนาคอฟฟี่ สนามบินนานาชาติดอนเมือง (เทอร์มินอล 1 ชั้น 3 ตรงข้าม Gate 1-7)

“หากทุกคนช่วยปลูกต้นไม้ ดูแลผืนป่า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยน่าจะดีขึ้นและดีกับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กาแฟ ป่าไม้ เกษตรอินทรีย์