เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
EXIM BANK ผลงาน Q2/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.2 หมื่นล้าน ปรับกลยุทธ์ช่วย SMEs
Finance EXIM BANK ผลงาน Q2/69 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.2 หมื่นล้าน ปรับกลยุทธ์ช่วย SMEs
จาก ”แสนสิริ” สู่ผู้นำประเทศ “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout
Real Estate จาก ”แสนสิริ” สู่ผู้นำประเทศ “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout
นายกฯ ถก เศรษฐา บนตึกไทยคู่ฟ้า รับคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ
Politics นายกฯ ถก เศรษฐา บนตึกไทยคู่ฟ้า รับคำแนะนำด้านเศรษฐกิจ
‘อนุทิน’ ขอรอฟัง ‘ศุภจี’ รายงานผลเจรจาฉบับเต็ม หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าไทย 12.5%
Economic ‘อนุทิน’ ขอรอฟัง ‘ศุภจี’ รายงานผลเจรจาฉบับเต็ม หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าไทย 12.5%
จับตาศึกสายรัดสุขภาพ ‘Garmin’ ปะทะ ‘Whoop’
Tech จับตาศึกสายรัดสุขภาพ ‘Garmin’ ปะทะ ‘Whoop’
รัฐบาลสานต่อ Thailand Zero Dropout Plus มอบรางวัล ‘เศรษฐา’
Politics รัฐบาลสานต่อ Thailand Zero Dropout Plus มอบรางวัล ‘เศรษฐา’
คลังเคาะผู้จัดการ กยศ. ‘พิมพ์เพ็ญ’ เต็ง-รับโจทย์แก้หนี้การศึกษา
Finance คลังเคาะผู้จัดการ กยศ. ‘พิมพ์เพ็ญ’ เต็ง-รับโจทย์แก้หนี้การศึกษา
นายกฯ เปิดทำเนียบรับ รมว.กลาโหมจีน เร่งต่อยอดผลเยือนจีน สร้างกลไกความมั่นคงใหม่
Politics นายกฯ เปิดทำเนียบรับ รมว.กลาโหมจีน เร่งต่อยอดผลเยือนจีน สร้างกลไกความมั่นคงใหม่
คลังปรับขึ้น GDP ปี’69 โตพุ่ง 2.5% จากเดิม 1.6% แรงหนุน ‘ลงทุนภาคเอกชน-พ.ร.ก.เงินกู้’
Finance คลังปรับขึ้น GDP ปี’69 โตพุ่ง 2.5% จากเดิม 1.6% แรงหนุน ‘ลงทุนภาคเอกชน-พ.ร.ก.เงินกู้’
สธ.เดินหน้าเวทีนโยบายสุขภาพปอด เร่งรับมือมะเร็งปอด-โรคปอดเรื้อรัง ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการรักษา
News สธ.เดินหน้าเวทีนโยบายสุขภาพปอด เร่งรับมือมะเร็งปอด-โรคปอดเรื้อรัง ลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงการรักษา
ดูทั้งหมด

ธุรกิจเช่าซื้อจับตาเกณฑ์ ธปท.ลุ้นกำกับยืดหยุ่น-หวั่นรายเล็กต้นทุนพุ่ง

13 มิ.ย. 2568 | 06:23น.
pca_Cover_photo

ธุรกิจเช่าซื้อตั้งรับกฎหมายใหม่ให้ ธปท.กำกับ ชี้เป็นเรื่องดีที่จะมีกรอบกติกาชัดเจน ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ ยอมรับในแง่ธุรกิจต้นทุนจะเพิ่มขึ้น-กระทบรายเล็กหนักกว่ารายใหญ่ ลุ้นแบงก์ชาติคลอดเกณฑ์-จับตาความเข้มข้น

นายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ลีสซิ่ง และอุปนายกสมาคมธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดให้การเช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2568 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2568 นั้น มองว่า ในแง่ผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครองในเรื่องของเพดานดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น

ส่วนในแง่ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อ จะมีกรอบกติกาและมีมาตรฐานการทำธุรกิจชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะมาพร้อมกับต้นทุนธุรกิจที่มากขึ้นด้วย เนื่องจากจะต้องมีการลงทุนปรับเปลี่ยนระบบ เพราะจะต้องมีการรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก/รายย่อย อาจจะค่อนข้างลำบากและไม่คุ้น ต้องปรับตัวมากเป็นพิเศษและอาจได้รับผลกระทบมากกว่ารายใหญ่ แต่เชื่อว่าเกณฑ์ ธปท.จะมีความยืดหยุ่น

สำหรับการทำธุรกิจเช่าซื้อจักรยานยนต์ ในปี 2568 นี้ ช่วง 5 เดือนแรกมียอดขายทั้งระบบราว 6.5-7 แสนคัน หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 1.4-1.5 แสนคันต่อเดือน ถือว่าไม่ได้หดตัวมาก เมื่อเทียบกับยอดขายรถยนต์ ส่วนหนึ่งมาจากคนยังคงมีความต้องการใช้รถจักรยานยนต์อยู่ แม้ว่าอัตราการเปลี่ยนรถใหม่จะชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้าจะต้องรอดูผลกระทบจาก พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าวด้วย

“เชื่อว่า ธปท.น่าจะมีเฮียริ่ง เพื่อกำหนดขอบเขตการควบคุมธุรกิจ อาจจะมีการนัดหารือ และน่าจะมีหลักปฏิบัติในเรื่องของเกณฑ์ให้บริการอย่างเป็นธรรมและมีธรรมาภิบาล (Market Conduct) และเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นห่วงผู้ประกอบธุรกิจรายกลางและเล็กที่ไม่เคยถูกกำกับ จะไม่คุ้นและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น”

นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ฐิติกร (TK) กล่าวว่า ขณะนี้อาจจะประเมินผลกระทบได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องรอรายละเอียดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของ ธปท.จะเข้มข้นระดับใด โดยหาก ธปท.ใช้ยาแรง ในระยะสั้น ข้อดี จะทำให้คุณภาพลูกหนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่คงไม่ได้ปรับดีขึ้นทันที แต่จะเป็นการทยอยปรับดีขึ้น ส่วนข้อเสีย อาจเห็นสินเชื่อชะลอหรือหดตัวได้ ซึ่งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ก็ชะลอตัวอยู่แล้ว ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้จะยังไม่ได้มีการกำกับดูแล

“เป้าหมายหลักของ ธปท.ไม่ต้องการเห็นการแข่งขันที่รุนแรงเกินไป จนไม่ประเมินความเสี่ยงลูกค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กที่ควบคุมความเสี่ยงได้ไม่ดี ทำให้ลูกค้าก่อหนี้เกินตัว รวมถึงการดูแลอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม ซึ่งจากเดิมจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยหลังวันที่ 2 ธ.ค. 68 ผู้ประกอบธุรกิจทุกคนต้องไปรายงานตัว เรื่องใหญ่ ๆ ที่จะมีการควบคุม ก็จะมีเรื่องดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม มาร์เก็ตคอนดักต์ เป็นต้น”

นายประพลกล่าวว่า อย่างไรก็ดี เกณฑ์การกำกับอาจจะแตกต่างกันตามขนาดของธุรกิจ และต้องให้เวลาผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะรายเล็กปรับตัว ซึ่งปัจจุบันยอดสินเชื่อคงค้างระบบของรถมอเตอร์ไซค์น่าจะไม่เกิน 1 แสนล้านบาท

นายดนุชา วีระพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง กล่าวว่า การที่ ธปท.จะเข้ามากำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจ มองว่า เป็นเรื่องที่ดี ทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมีบริษัทเช่าซื้อหลากหลายประเภทและหลายขนาด และมีฐานลูกค้าจำนวนมาก

ทั้งนี้ หาก ธปท.เข้ามาดูแลจะมีกรอบกติกาที่ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อจะมีความกระตือรือร้นในการดำเนินธุรกิจที่รัดกุม มีความรับผิดชอบ บริหารจัดการควบคุมความเสี่ยง และมีเกณฑ์ปฏิบัติตามที่ชัดเจน

“เรามอง พ.ร.ฎ.เช่าซื้อดังกล่าว เป็นบวกต่อธุรกิจมากกว่าเป็นลบ เพราะบริษัทมีความหลากหลายมากขึ้น มีการแข่งขันที่รุนแรง หาก ธปท.เข้ามากำกับเป็นเรื่องที่ดี”

แหล่งข่าวผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในเร็ว ๆ นี้ ไม่เกิน 2 เดือน คาดว่า ธปท.จะประกาศกฎหมายลูกเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ กติกา และข้อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การให้บริการอย่างเป็นธรรมและมีธรรมาภิบาล และเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยเกณฑ์ดังกล่าวจะแบ่งตามลักษณะและขนาดของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ รถกระบะและรถจักรยานยนต์

“เกณฑ์การบังคับใช้ จะยึดตามขนาดของยอดสินเชื่อคงค้างของธุรกิจเช่าซื้อ ซึ่งมีทั้งขนาดเล็ก กลาง และขนาดใหญ่ หรือกลุ่มรถจักรยานยนต์จะมีขนาดจิ๋ว เนื่องจากมีพอร์ตค่อนข้างเล็ก และส่วนใหญ่เป็นไฟแนนซ์ท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจแต่ละขนาดสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้ และไม่เป็นภาระของผู้ประกอบการมากนัก”

ปัจจุบันธุรกิจเช่าซื้อมียอดคงค้างรวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท จะเป็นในส่วนของสถาบันการเงินและบริษัทลูกภายใต้การกำกับอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท และที่เหลือ 1 ล้านล้านบาท จะเป็นส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์)

ทั้งนี้ หลังจาก พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ธปท.น่าจะเรียกให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทะเบียนให้แล้วเสร็จ ซึ่งหากพ้นกำหนดผู้ประกอบการที่ไม่ขึ้นทะเบียนและรายงานตัวต่อ ธปท.จะห้ามประกอบธุรกิจ และฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษ อาทิ บริษัทจะโดนปรับเป็นเงิน 5 แสนบาท ผู้บริหาร ซึ่งยังไม่ได้ระบุว่าเป็นตำแหน่งไหนโดนโทษปรับอีก 5 แสนบาท และหากยังไม่มาขึ้นทะเบียนรายงานตัวจะโดนปรับอีกวันละ 5,000 บาท เป็นต้น