ธุรกิจเช่าซื้อตั้งรับกฎหมายใหม่ให้ ธปท.กำกับ ชี้เป็นเรื่องดีที่จะมีกรอบกติกาชัดเจน ผู้บริโภคได้รับประโยชน์ ยอมรับในแง่ธุรกิจต้นทุนจะเพิ่มขึ้น-กระทบรายเล็กหนักกว่ารายใหญ่ ลุ้นแบงก์ชาติคลอดเกณฑ์-จับตาความเข้มข้น
นายมงคล เพียรพิทักษ์กิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ลีสซิ่ง และอุปนายกสมาคมธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดให้การเช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2568 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2568 นั้น มองว่า ในแง่ผู้บริโภคจะได้รับความคุ้มครองในเรื่องของเพดานดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนในแง่ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อ จะมีกรอบกติกาและมีมาตรฐานการทำธุรกิจชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะมาพร้อมกับต้นทุนธุรกิจที่มากขึ้นด้วย เนื่องจากจะต้องมีการลงทุนปรับเปลี่ยนระบบ เพราะจะต้องมีการรายงานข้อมูลต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก/รายย่อย อาจจะค่อนข้างลำบากและไม่คุ้น ต้องปรับตัวมากเป็นพิเศษและอาจได้รับผลกระทบมากกว่ารายใหญ่ แต่เชื่อว่าเกณฑ์ ธปท.จะมีความยืดหยุ่น
สำหรับการทำธุรกิจเช่าซื้อจักรยานยนต์ ในปี 2568 นี้ ช่วง 5 เดือนแรกมียอดขายทั้งระบบราว 6.5-7 แสนคัน หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 1.4-1.5 แสนคันต่อเดือน ถือว่าไม่ได้หดตัวมาก เมื่อเทียบกับยอดขายรถยนต์ ส่วนหนึ่งมาจากคนยังคงมีความต้องการใช้รถจักรยานยนต์อยู่ แม้ว่าอัตราการเปลี่ยนรถใหม่จะชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้าจะต้องรอดูผลกระทบจาก พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าวด้วย
“เชื่อว่า ธปท.น่าจะมีเฮียริ่ง เพื่อกำหนดขอบเขตการควบคุมธุรกิจ อาจจะมีการนัดหารือ และน่าจะมีหลักปฏิบัติในเรื่องของเกณฑ์ให้บริการอย่างเป็นธรรมและมีธรรมาภิบาล (Market Conduct) และเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นห่วงผู้ประกอบธุรกิจรายกลางและเล็กที่ไม่เคยถูกกำกับ จะไม่คุ้นและมีต้นทุนเพิ่มขึ้น”
นายประพล พรประภา กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ฐิติกร (TK) กล่าวว่า ขณะนี้อาจจะประเมินผลกระทบได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องรอรายละเอียดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของ ธปท.จะเข้มข้นระดับใด โดยหาก ธปท.ใช้ยาแรง ในระยะสั้น ข้อดี จะทำให้คุณภาพลูกหนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่คงไม่ได้ปรับดีขึ้นทันที แต่จะเป็นการทยอยปรับดีขึ้น ส่วนข้อเสีย อาจเห็นสินเชื่อชะลอหรือหดตัวได้ ซึ่งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ก็ชะลอตัวอยู่แล้ว ตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้จะยังไม่ได้มีการกำกับดูแล
“เป้าหมายหลักของ ธปท.ไม่ต้องการเห็นการแข่งขันที่รุนแรงเกินไป จนไม่ประเมินความเสี่ยงลูกค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจรายเล็กที่ควบคุมความเสี่ยงได้ไม่ดี ทำให้ลูกค้าก่อหนี้เกินตัว รวมถึงการดูแลอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม ซึ่งจากเดิมจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดยหลังวันที่ 2 ธ.ค. 68 ผู้ประกอบธุรกิจทุกคนต้องไปรายงานตัว เรื่องใหญ่ ๆ ที่จะมีการควบคุม ก็จะมีเรื่องดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม มาร์เก็ตคอนดักต์ เป็นต้น”
นายประพลกล่าวว่า อย่างไรก็ดี เกณฑ์การกำกับอาจจะแตกต่างกันตามขนาดของธุรกิจ และต้องให้เวลาผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะรายเล็กปรับตัว ซึ่งปัจจุบันยอดสินเชื่อคงค้างระบบของรถมอเตอร์ไซค์น่าจะไม่เกิน 1 แสนล้านบาท
นายดนุชา วีระพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง กล่าวว่า การที่ ธปท.จะเข้ามากำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจ มองว่า เป็นเรื่องที่ดี ทำให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมีบริษัทเช่าซื้อหลากหลายประเภทและหลายขนาด และมีฐานลูกค้าจำนวนมาก
ทั้งนี้ หาก ธปท.เข้ามาดูแลจะมีกรอบกติกาที่ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อจะมีความกระตือรือร้นในการดำเนินธุรกิจที่รัดกุม มีความรับผิดชอบ บริหารจัดการควบคุมความเสี่ยง และมีเกณฑ์ปฏิบัติตามที่ชัดเจน
“เรามอง พ.ร.ฎ.เช่าซื้อดังกล่าว เป็นบวกต่อธุรกิจมากกว่าเป็นลบ เพราะบริษัทมีความหลากหลายมากขึ้น มีการแข่งขันที่รุนแรง หาก ธปท.เข้ามากำกับเป็นเรื่องที่ดี”
แหล่งข่าวผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในเร็ว ๆ นี้ ไม่เกิน 2 เดือน คาดว่า ธปท.จะประกาศกฎหมายลูกเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ กติกา และข้อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การให้บริการอย่างเป็นธรรมและมีธรรมาภิบาล และเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยเกณฑ์ดังกล่าวจะแบ่งตามลักษณะและขนาดของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ รถกระบะและรถจักรยานยนต์
“เกณฑ์การบังคับใช้ จะยึดตามขนาดของยอดสินเชื่อคงค้างของธุรกิจเช่าซื้อ ซึ่งมีทั้งขนาดเล็ก กลาง และขนาดใหญ่ หรือกลุ่มรถจักรยานยนต์จะมีขนาดจิ๋ว เนื่องจากมีพอร์ตค่อนข้างเล็ก และส่วนใหญ่เป็นไฟแนนซ์ท้องถิ่น ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจแต่ละขนาดสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้ และไม่เป็นภาระของผู้ประกอบการมากนัก”
ปัจจุบันธุรกิจเช่าซื้อมียอดคงค้างรวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท จะเป็นในส่วนของสถาบันการเงินและบริษัทลูกภายใต้การกำกับอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท และที่เหลือ 1 ล้านล้านบาท จะเป็นส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์)
ทั้งนี้ หลังจาก พ.ร.ฎ.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ธปท.น่าจะเรียกให้ผู้ประกอบการเข้าไปลงทะเบียนให้แล้วเสร็จ ซึ่งหากพ้นกำหนดผู้ประกอบการที่ไม่ขึ้นทะเบียนและรายงานตัวต่อ ธปท.จะห้ามประกอบธุรกิจ และฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษ อาทิ บริษัทจะโดนปรับเป็นเงิน 5 แสนบาท ผู้บริหาร ซึ่งยังไม่ได้ระบุว่าเป็นตำแหน่งไหนโดนโทษปรับอีก 5 แสนบาท และหากยังไม่มาขึ้นทะเบียนรายงานตัวจะโดนปรับอีกวันละ 5,000 บาท เป็นต้น