Skip to content

ถอดสูตรการลงทุน “จี๊ป ไคลน์” สตาร์ตอัพไทยต้อง Think Global

11 มิ.ย. 2568 | 17:31น.
ถอดสูตรการลงทุน “จี๊ป ไคลน์” สตาร์ตอัพไทยต้อง Think Global
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

โลดแล่นอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีและการลงทุนมากกว่า 20 ปี มีผลงานการันตีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การได้รับเลือกจาก “พอล โอเทลลินี” (Paul Otellini) อดีตซีอีโออินเทล (Intel) ให้เข้าร่วมโครงการ Leadership Program ในยุคนั้น เป็นอาจารย์ไทยคนแรกของ UC Berkeley Haas School of Business และเปิดตัวกองทุน VC มาแล้ว 4 กองทุน

ชื่อชั้น “จี๊ป ไคลน์” (Jeep Kline) ย่อมไม่ธรรมดา เธอยังติด 1 ใน 25 อันดับแรกสตรีผู้ทรงอิทธิพลในซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) ศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “จี๊ป” ในบทบาทการเป็นผู้ก่อตั้งกองทุน ตั้งแต่โอกาส ทิศทางการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพ และสิ่งที่นักลงทุนมองหา

เส้นทางการเป็น VC

“จี๊ป” เล่าว่า หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงวิกฤตการณ์ “ต้มยำกุ้ง” แล้วก็มีโอกาสได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา และได้ทำงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ที่ World Bank ทำให้ได้เข้าไปสนับสนุนการทำงานของกระทรวงการคลังในประเทศแถบละตินอเมริกา และแอฟริกา ก่อนย้ายมาอยู่กับอินเทล และอยู่เบื้องหลังการบุกเบิกโครงการ Android Tablet ราคา 99 เหรียญสหรัฐ (3,200 บาท) ที่ประสบความสำเร็จมากในยุคนั้น

หลังจากร่วมงานกับอินเทลได้ 7 ปี ก็ย้ายมาทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง และมีโอกาสก่อตั้งกองทุน (Venture Capital : VC) ที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบทางสังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ล่าสุดตั้งกองทุนชื่อ “เรสเวลล์ เวนเจอร์ส” (Raisewell Ventures) เมื่อเดือน ก.ย. 2567 เน้นลงทุนใน 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.ภูมิอากาศ (Climate) 2.การผลิตเชิงอุตสาหกรรม (Manufacturing) และ 3.นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ (Health & Wellbeing)

สำหรับบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนอยู่ในระดับ Early to Mid Stage (Preseed to Series B) คือเป็นธุรกิจที่มีลูกค้าแล้ว และพร้อมสเกลการเติบโต โดยจะเข้าไปลงทุนราว 250,000 ถึง 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ได้ลงทุนไปแล้ว 9 บริษัทในสหรัฐ เช่น บริษัทที่พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะ ไมโครโปรเซสเซอร์ และ Edge AI เป็นต้น

“โดยก่อนที่จะมาทำกองทุนนี้เคยทำมาแล้ว 3 กองทุน ซึ่งโฟกัสการลงทุนในสหรัฐและละตินอเมริกาเป็นหลัก ส่วนกองทุนเรสเวลล์จดทะเบียนในสหรัฐ จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Regulator ที่นั่น ปัจจุบันยังมีการระดมทุนต่อเนื่อง”

ขยายการลงทุนสู่ SEA

อย่างไรก็ตาม กองทุนเรสเวลล์ไม่ได้โฟกัสการลงทุนในสหรัฐเท่านั้น แต่ยังต้องการขยายการลงทุนมายังแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีศักยภาพในการเติบโตทางเทคโนโลยี และมีจำนวนประชากรรวมกันทั้งภูมิภาคมากกว่า 700 ล้านคน ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากจีน และอินเดีย

เป้าหมายของการก่อตั้งกองทุนเรสเวลล์ นอกจากจะนำความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจเงินร่วมลงทุนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังช่วยสร้างนวัตกรรมทางเศรษฐกิจผ่านการร่วมมือกับสถาบันวิชาการชั้นนำ ช่วยให้นักวิจัย และสตาร์ตอัพมีโอกาสเข้าถึงองค์ความรู้ระดับ Global มากขึ้น เช่น ในประเทศไทยได้มีการลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

“หลายเดือนที่ผ่านมา มีโอกาสเดินสายไปในประเทศต่าง ๆ แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อหาสตาร์ตอัพที่จะมาทำดีลร่วมกัน มีสตาร์ตอัพไทย 1 รายที่ทำเกี่ยวกับ Software as a Service หรือ SaaS น่าสนใจมาก กำลังอยู่ระหว่างการทำ Due Diligence คาดว่าจะเห็นความชัดเจนว่าภายในเดือน ก.ย.นี้”

คิดแบบ Global Company

“จี๊ป” อธิบายถึงเหตุผลที่ตัดสินใจพูดคุยกับสตาร์ตอัพไทยรายนั้นว่า ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกับทีมผู้บริหาร ก็สัมผัสได้ถึงไมนด์เซตความเป็น “Global Company” อย่างชัดเจน บริษัทไม่ได้มองว่าลูกค้าของตนเองอยู่แค่ในประเทศไทยที่มีประชากรอยู่แค่ 70 ล้านคน แต่มองว่าทั้งภูมิภาคคือโอกาส และเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่จะช่วยสร้างการเติบโต

“สิ่งที่นักลงทุนพยายามมองหาจากสตาร์ตอัพ คือการคิดว่าตนเองเป็น Global Company ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งบริษัท เข้าใจลูกค้า และปรับตัวได้ตามสถานการณ์ ยิ่งช่วงนี้มีปัจจัยเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งพิสูจน์ฝีมือการเอาตัวรอด ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ประกอบการเก่ง ๆ หาเงินจากที่ไหนก็ได้ และ VC ต้องแย่งเข้าไปลงทุนด้วยซ้ำ”

ปัจจุบันการเป็น “ยูนิคอร์น” (สตาร์ตอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท) ไม่ใช่ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุด แต่การสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนสำคัญมากกว่า บางบริษัทไม่จำเป็นต้องมีมูลค่าถึงการเป็นยูนิคอร์น ก็มีบริษัทใหญ่ ๆ เข้ามาซื้อไปก่อนแล้ว

“บางครั้งคำว่า ยูนิคอร์น ก็สร้างความเข้าใจผิด ๆ และนำไปสู่การปั่นมูลค่าบริษัทเกินจริง แต่ไม่ได้สะท้อนความสำเร็จของบริษัทเลย”

ความต่างไทย-สิงคโปร์

เมื่อถามถึงความแตกต่างของภูมิทัศน์การลงทุนในสตาร์ตอัพไทย และสิงคโปร์ “จี๊ป” มองว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีพื้นฐานแข็งแรงมาก ทั้งด้านกฎหมายที่คุ้มครองผู้ประกอบการ และการอัดฉีดเงินจากรัฐบาลตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงพยายามรีแบรนด์การเป็น Technology Hub จาก Financial Hub อย่างต่อเนื่อง แต่ภาพลักษณ์ด้านเทคโนโลยียังไม่โดดเด่น ทำให้นักลงทุนเลือกที่จะลงทุนใน Series A เป็นต้นไป ไม่มีใครเลือกลงทุนในกลุ่ม Preseed/Seed

สำหรับประเทศไทยมีความท้าทายเรื่อง “กฎหมาย” ที่ยังไม่แข็งแรง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ แต่แม้ว่าจะทำให้เรื่องนี้แข็งแรงขึ้น ก็ยังต้องมาลุ้นว่าการลงทุนจะไหลเข้ามาหรือเปล่า

“พูดตรงไปตรงมา ดีลในซิลิคอนวัลเลย์ แต่ละวันมีเป็นพัน ๆ ดีล นักลงทุนไม่จำเป็นต้องออกมาลงทุนนอกประเทศก็ได้ แต่ถ้าแต่ละประเทศต้องการให้นักลงทุนมาลงทุนด้วย ก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ผู้ประกอบการของตนเองแข็งแรงก่อน”

“จี๊ป” ทิ้งท้ายด้วยว่า การตั้งกองทุนเรสเวลล์ คือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของชีวิต เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความตั้งใจว่าวันหนึ่งต้องกลับมาทำประโยชน์ให้ประเทศ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และตนพร้อมทำงานกับภาครัฐ เพื่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในประเทศ