พิพัฒน์ ปิดฉากรมต.แรงงาน หลังภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน เป็นวันสุดท้ายหลังจากกรณีพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผลทันทีในวันนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารกระทรวงแรงงาน พบว่า คณะผู้บริหารระดับ พร้อมด้วยข้าราชการทุกกรมภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงาน อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, สำนักงานประกันสังคม (สปส.) , สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) สสปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมอบดอกไม้และแสดงกำลังใจต่อนายพิพัฒน์
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า รู้สึกปลื้มปิติและตื้นตันใจ ในส่วนของการต้อนรับจากพนักงานข้าราชการทุกภาคส่วนตั้งแต่เข้าเริ่มการทำงาน แต่ที่สำคัญกระทรวงแรงงานมีวัฒนธรรมประเพณีที่ไม่เหมือนกับกระทรวงก่อนหน้านี้ที่ตนเคยกำกับดูแล
ด้วยความที่ตนได้รับความอบอุ่นตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาสู่กระทรวงแรงงาน ทำให้เกิดความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ โดยตนจะใช้ความสามารถ และประสบการณ์ต่าง ๆ ในภาคเอกชนทั้งการบริหารธุรกิจ
ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา จะนำความรู้ความสามารถเหล่านั้นมาปรับเปลี่ยนอย่างไรให้กระทรวงแรงงานที่เป็นกระทรวงที่มีความสำคัญ เพราะต้องดูแลประชาชนในประเทศ ถึง 40 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 50% ของประชากรทั่วประเทศ รวมไปถึงยังต้องดูแลเพื่อนเพื่อนแรงงานชาวต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย กว่า 5 ล้านคน นี่คือภารกิจสำคัญที่กระทรวงแรงงานทุกภาคส่วนต้องช่วยกันพาให้ถึงฝั่ง
“การทำงานก็เปรียบเสมือนการล่องเรือ แต่การทำงานล้วนมีทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง อย่างไรก็ตาม เราก็มีความก้าวหน้า ที่สำคัญที่สุดคือใครที่เป็นกัปตันเรือ ต้องนำเรือเข้าฝั่งด้วยฝความสมบูรณ์ที่สุด ตนคิดว่า สิ่งดี ๆ ที่รัฐมนตรีก่อนหน้านี้ได้วางรากฐานไว้ ตนขอต่อยอด ไม่เริ่มต้นใหม่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เสียกำลังแรงงาน และเสียงบประมาณ”

พิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานตนได้สัมผัสปลัดกระทรวงแรงงาน 3 ท่าน คือ นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ,นายไพโรจน์ โชติกเสถียร และนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ซึางตั้งแต่การทำงานมาเป็นระยะเวลากว่าสองปีล้วนมีความอบอุ่น แต่สิ่งที่เป็นความท้าทาย คือ เราจะทำอย่างไรให้กระทรวงแรงงานนั้นมีความก้าวหน้า ไม่ได้อยู่กับที่ หรือถอยหลัง ตนจึงขอฝากปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านอธิบดีกรมต่าง ๆ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านผู้ตรวจราชการกระทรวง และระดับผู้ตรวจราชการกรมต่าง ๆ และข้าราชการทุกระดับ
“ขอให้พวกเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ พวกเราต้องมองว่า เบื้องต้นผู้บังคับบัญชาสูงสุด คือ อธิบดีกรมต่าง ๆ เลขาประกันสังคม หรือ ผอ.สสปท. รองลงมา คือ รองปลัดกระทรวงแรงงานและผู้ตรวจราชการกระทรวง ส่วนผู้ที่สำคัญที่สุด คือ กัปตันเรือ อย่างปลัดกระทรวงแรงงาน ตนเองก็ขอความร่วมแรงร่วมใจจากข้าราชการทุกภาคส่วนของกระทรวงแรงงาน แม้กัปตันของเราจะเก่งแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถบอกว่าตนคนเดียวที่เป็นฮีโร่ที่สามารถนำเรือทั้งลำที่มีพนักงานราชการกว่าหมื่นคน เข้าสู่ฝั่งได้สำเร็จ”
หากท่านปลัดมองว่าตนเป็นอัศวิน สามารถนำเรือเข้าฝั่งได้โดยไม่ต้องมีผู้ช่วย ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นจริง เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานและเดินหน้าไปพร้อมพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดีกรมต่างๆ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม และผู้อำนายการ สสปท. เป็นกำลังหลักในการที่จะผลัดดันให้เรือลำนี้เข้าสู่ฝั่งเส้นชัยตามที่ตั้งใจไว้
การที่ได้มาใช้ชีวิตในกระทรวงแรงงานร่วมสองปีตนได้รับสิ่งที่พอใจมาก ๆ แต่ สำหรับใครที่จะเดินทางเข้ามา เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงคนต่อไป ต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้นำรัฐบาล หากมีโอกาสในวันข้างหน้า ผู้นำรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นใคร
ซึ่งในปัจจุบัน คือนางสาวแพทองธาร ชินวัตร แต่ในขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยของเราก็ได้ถอยจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการที่จะกลับมาร่วมรัฐบาล กับนายกคนปัจจุบันหรือนายกคนต่อไปในอนาคต ซึ่งตนไม่ทราบว่าเป็นใคร หากตนได้รับการไว้วางใจ จากผู้นำรัฐบาลในโอกาสต่อไป ตนจะขอกลับมาสานฝันของตนต่อในกระทรวงแรงงาน

พิพัฒน์ กล่าวถึงรัฐมนตรีที่จะเข้ามาทำงานหลังจากนี้ว่า ในส่วนของนโยบาย หากมองว่านโยบายไหนที่ดี ก็อยากให้สานต่อเพื่อประหยัดเวลา เพราะตนเชื่อว่าประเทศไทยไม่มีเวลาที่จะเริ่มต้นใหม่ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีของแต่ละกระทรวง
ดังนั้น อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีควรที่จะต่อยอด และอะไรที่ยังไม่ครบถ้วนก็ให้เติมเต็มในจุดนั้น ซึ่งตนได้ถือปฏิบัติมาตลอด ในส่วนของรัฐมนตรีท่านเก่าไม่ได้ทำไว้ก็เติมเข้าไปในหลายโครงการและทำโครงการเหล่านี้มีคงามราบรื่น จึงหวังว่า หลังจากนี้ ใครก็แล้วแต่ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้นำกระทรวงแรงงานได้สานต่อโครงการต่างๆ เพื่อให้ประเทศไทยได้ทันประเทศอื่นๆในส่วนที่ก้าวหน้ากว่าประเทศไทย
“ขอให้ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ข้าราชการ พนักงาน ในสิ่งที่ค้างไว้หากสามารถทำให้จบได้จะขอบคุณมาก แต่หากเจ้ากระทรวงคนใหม่อยากเปลี่ยนโครงการตนก็ไม่ขัดข้อง เพราะเชื่อว่า คนใหม่จะนำนโยบายที่ดี โครงการที่ดี มาทำให้กระทรวงแรงงานเจริญรุ่งเรืองต่อไป และทำให่ผู้ใช้แรงงานได่เพิ่มทักษะ Upskill -Reskill เพื่อเป็นแรงงานยุคใหม่ไม่ล้าหลังต่อไป”
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การที่นักการเมืองแต่ละท่านได้รับความไว้วางใจจากท่านนายกฯ ให้เข้ามากำกับดูแลกระทรวงต่างๆนั้น เมื่อถึงเวลาคุณเข้ามาได้ และเมื่อถึงเวลาใดเวลาหนึ่งก็ต้องจากไป ซึ่งตนไม่ถือว่าเป็นเกมการเมือง แต่ตนถือว่าคำว่า ‘รัฐบาล’ เป็นการร่วมกันในหลายๆพรรค นโยบายรัฐบาลเป็นนโยบายภาพรวมของการร่วมรัฐบาล ส่วนที่อาจจะมีการกระทบกระทั่งกัน สิ่งต่างๆ ที่อาจจะมีนโยบายแล้วเดินร่วมทางกันต่อไปไม่ได้ เราก็แยกจากกัน ซึ่งการแยกจากกัน ก็ถือว่าเป็นการแยกจากกันด้วยดี
“การแยกจากกัน ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสกลับมาร่วมงานกัน ถึงจุดๆหนึ่งเราอาจจะมีโอกาสร่วมรัฐบาล หรือกลับมาทำงานพร้อมกัน ดังนั้น คำว่าพรรคการเมือง นักการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่มารวมตัวกันได้ ก็ต้องมีการแยกจาก เมื่อมีการแยกจาก ก็ยังมีโอกาสกลับมาใหม่ นี่คือรัฐบาลที่มาจากหลายๆพรรค ส่วนจะมีโอกาสกลับมาหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่ท่านนายกฯ ว่ามีนโยบายอย่างไร
แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ตัวผมเองและทางพรรคภูมิใจไทย ก็ได้มอบอำนาจสิทธิขาดให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ตัดสินใจ โอกาสที่จะกลับมาได้หรือไม่ได้ อยู่ที่เราสามารถกลับมาทำงานด้วยกันได้หรือไม่” นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย