เทรนด์เครื่องดื่ม 2025 เมนู “ชาไทยไร้สี” ที่หลายแบรนด์แย่งกันนำเสนอ
กระแส “ชาไทยไร้สี” กลับมาฮิตจากชาตรามือและอะเมซอนนำเสนอเมนูนี้ ส่องคอมเมนต์ออนไลน์ พอใจชาไทยไม่จำเป็นต้องมีสีส้ม พร้อมเปิดเหตุผลทำไมเมนูใหม่ถึงกับผู้บริโภค
หลังจากโชว์รายได้กว่า 3,000 ล้านบาทในปี 2567 ของชาตรามือ แบรนด์ชาที่ได้ความนิยมจากคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะเมนู “ชาไทย” ที่เป็นเอกลักษณ์ หอม รสชาติดี และราคาเข้าถึงได้ ซึ่งนอกจากการวางเป้าเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 20% และเตรียมสยายปีกไปเติบโตที่ต่างประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจในแผนธุรกิจนี้คือ “ชาไทยไม่ใส่สี” เมนูใหม่ที่บอกไว้แค่เพียงว่า “จะวางขายเร็ว ๆ นี้” แต่ก็ได้รับการพูดถึงที่ดี แต่ไม่ทันได้ปักวันที่ Amazon แบรนด์คู่แข่งในตลาดเรื่องนี้กลับปาดหน้ากด้วยการนำเสนอเมนูเดียวกันออกขายในวันนี้ (20 มิถุนายน)
ความสนุกของปรากฏการณ์นี้ ไม่เพียงมุ่งเป้าไปที่แบรนด์ต่างลงมาเล่นในเรื่องนี้ แม้ว่า ความเป็นชาไทยที่ไม่มีสีจะมีมานานแล้วก็ตาม แต่การมาอย่างมีนัยสำคัญก็เป็นอีก 1 เหตุผล
ย้อนกลับไปของชาตรามือที่ให้เหตุผลของที่มาเมนูนี้ว่า มีขึ้นเพื่อขยายฐานลูกค้าไปยัง “กลุ่มรักสุขภาพ” สอดคล้องไปกับข้อมูลจาก สํานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต ระบุว่า ผู้คนไม่ได้เพียงเลือกดื่มหรือกินอาหารที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากคู่แข่ง แต่ยังใส่ใจคุณภาพของวัตถุดิบ การส่งผลต่อสุขภาพ และอาหารที่มาจากพืชมากขึ้น
ส้มจากสีสังเคราะห์
ขณะที่ชาไทยที่มีสีส้มนั้นเกิดจากสาร Sunset Yellow FCF สีผสมอาหารที่สังเคราะห์จากกระบวนการทางเคมีที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มสีสันให้กับอาหารและเครื่องดื่ม แม้ว่าสารนี้จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันบางประเทศก็ได้มีการห้ามใช้-ควบคุมการใช้สิ่งนี้แล้ว เช่น เดนมาร์ก ฟินแลนด์
และบางประเทศในโซนยุโรป เนื่องจากข้อกังวลในเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพ หากใช้เกินกว่าปริมาณที่กำหนด ทางสำนักงานมาตรฐานอาหารประเทศอังกฤษ (FSA) ได้เรียกร้องให้ภาครัฐยกเลิกการใช้สีสังเคราะห์อาหาร 6 สี ได้แก่ Tartrazine, Quinoline Yellow, Sunset Yellow, Carmoisine, Ponceau 4R และ Allura Red
ขณะที่ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังอนุญาตให้ใช้ Sunset Yellow FCF ในอาหารและเครื่องดื่มได้ ระบุว่า ชาที่ใส่สีจะถูกนับเป็นประเภทชาปรุงสำเร็จที่ปรุงแต่งสีกลิ่นรส ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ใส่สีผสมอาหารนี้ได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมตามมาตรฐานสากล
เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ถือว่าสีดังกล่าวยังปลอดภัยสำหรับการใช้ในอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งต้องควบคุมการใช้และการบริโภคอย่างเหมาะสม นั่นคือกำหนดให้ใช้ในปริมาณ 0-4 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (น้ำหนักตัว) ต่อวัน
เสียงผู้บริโภค
ซึ่งการออกเมนูใหม่ “ชาไร้สี-ชาสีธรรมชาติ” ของชาตรามือที่จะขายในเดือนกรกฎาคม 2568 ก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์ อาทิ
“ควรทำนานแล้ว สีส้มในชาไทยคือสาเหตุหลัก ๆ ของมะเร็งลำไส้เลย”
“ควรทำนานละ ผู้บริโภคไม่ได้อยากได้ความฉูดฉาดเหมือนเมื่อก่อนสักหน่อย ถึงจะมีพวกรสนิยมบ้านนอกชอบสีจัด ๆ หวานตัดขาบ้างก็เถอะ ปล่อยมันฟอกไตไป”
“ยังไงก็ได้ ขอให้รสชาติเหมือนเดิม”
“จริง ๆ ชาไทยไม่ควรใส่สีตั้งแต่แรก ตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นชาไทยสีส้ม”
“ดีมากกกกกก ควรทำทุกแบรนด์”
“เป็นครั้งแรกที่รอมาเนิ่นนาน ชอบกินชาไทยทุกวันนี้ เลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยง เพราะสีเนี่ยแหล่ะ ดีมากที่ทำ เพราะหลายประเทศก็แบนสีผสมอาหารประเภทนี้”
“ดีใจมากกก สำหรับคนที่แพ้สีแบบเราอ่ะ ดื่มชาไทยทีไรคลื่นไส้ อาเจียนทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ก็ดื่มเมนูอื่นก็ไม่เป็นไร แล้วไม่ได้เป็นแค่ของแบรนด์นี้นะ เป็นทุกแบรนด์”
อย่างไรก็ตาม เทรนด์ของชาไทยไม่ใส่สีส้มก็มีมาอย่างยาวนานสำหรับแบรนด์อื่น ๆ อาทิ KOI Thé Thailand แบรนด์ชานมที่มีเมนู Thai Tea ชาไทยไม่ใส่สี เริ่มขายมาตั้งแต่ปี 2564
โดยแบรนด์ได้ออกมาอธิบายผ่านเฟซบุ๊กว่า ชาไทยของแบรนด์ทำจาก Ceylon Black Tea 100% และใช้ชาเข้มมาก ทำให้ได้สีน้ำตาลอิฐธรรมชาติตามสีของชา จำหน่ายในราคาแก้วไซซ์ S 95 บาท และไซซ์ M 115 บาท