“เศรษฐา” เสนอยกระดับกีฬาไทยสู่โลก วางรากฐานฝึกซ้อม โภชนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬา เชื่อม Sport Economy ชู “บัวขาว-เทนนิส” เป็นแรงบันดาลใจ
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Rethinking Thai Sports in Disruptive Era“ ภายในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 กรกฎาคม 2568
นายเศรษฐากล่าวว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการด้านกีฬาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้อาจเห็นว่ามีแค่ฟุตบอลกับมวยที่พอจะเป็นอาชีพมีรายได้ แต่วันนี้มีกีฬาหลากหลายมากขึ้น เช่น เทควันโดอย่างน้องเทนนิส ที่กลายเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียง มีรายได้จากโฆษณาสินค้าเข้ามาอุดหนุน
สำหรับมวยไทย เป็นกีฬาเดียวที่ดูว่าจะมีคำว่า “ไทย” และคนไทยก็ภาคภูมิใจที่มวยไทยไปอยู่ในกีฬาระดับโลกได้ เริ่มต้นที่นักกีฬา เช่น บัวขาว ซึ่งอาจกล่าวได้ว่านี่คือตำนาน
แต่ถ้าย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วิทยาศาสตร์การกีฬา ด้านโภชนาการ การเทรนกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในการชกมวย ด้านเหล่านี้รัฐบาลหรือหน่วยงานซอฟต์พาวเวอร์สามารถช่วยเหลือให้นักกีฬาเข้าถึงวิทยาศาสตร์การกีฬาได้มากขึ้น

ส่วนเรื่องรายได้ของนักกีฬาก็ปฏิเสธไม่ได้ เราต้องได้นักกีฬา ได้ค่ายสังกัดที่มีความจริงใจในการรักษาผลประโยชน์ให้นักกีฬา ต้องรู้กฎหมาย รู้สิทธิต่าง ๆ หรือจะพูดให้ไกลกว่านั้นคือได้รับใบอนุญาตเพื่อให้ประกอบอาชีพอย่างมั่นคง ก็จะช่วยนักกีฬาได้ในเชิงพาณิชย์
ส่วนหน่วยงานรัฐก็ต้องยอมรับว่า บางครั้งยังมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ การแบ่งงบประมาณสนับสนุนนักกีฬาว่ากีฬาใดควรได้งบฯเท่าไร เหมาะสมหรือไม่ อันนี้ก็ต้องดูกัน
นายเศรษฐากล่าวอีกว่า ในส่วนของการพัฒนานักกีฬาโดยการให้เงินรางวัลนั้นเป็นเรื่องปลายเหตุ ต้นเหตุคือควรต้องเอาเงินจากกองทุนพัฒนากีฬา นำไปแบ่งให้กับสมาคมกีฬาต่าง ๆ
โดยอาจดูจากผลสัมฤทธิ์จากการแข่งขัน ผลงาน และต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง คือการจัดสรรงบประมาณเหล่านี้ยังดูเหลื่อมล้ำไม่ชัดเจน ต้องฝากให้ผู้จัดการกองทุนเหล่านี้ได้ไปดูหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ชัด
ขณะเดียวกันก็จะเห็นภาคเอกชนจำนวนมากที่สนับสนุนกีฬาอย่างจริงจัง เช่น บ้านทองหยอด สนับสนุนกีฬาแบดมินตัน ภาครัฐบาลก็ควรให้การช่วยเหลือ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีให้กับเอกชนที่นำเงินรายได้ไปสนับสนุน
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจการกีฬา (Sport Economy) ประเทศไทยเพิ่งจะเริ่มต้นของขาขึ้น ยกตัวอย่างมวยไทย ซึ่งช่วงเวลาที่จะเป็นนักกีฬาจริง ๆ แค่ไม่กี่ปี แต่หลังจากนั้นเขาสามารถผันตัวไปเป็นครูฝึกมวยไทย ทำธุรกิจขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมวยไทย เปิดค่ายมวย
ตัวอย่าง เช่น ภูเก็ต มีค่ายมวยที่ต่างชาติเข้ามาเรียน ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอย ร้านอาหาร โรงแรม ที่พักตลอดไปอย่างต่อเนื่อง หรือนักฟุตบอล “เจ ชนาธิป” สัญญาล่าสุดกับต้นสังกัดมีมูลค่านับร้อยล้านบาท ยังไม่นับจากผู้สนับสนุนรายการ
ตรงนี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างสมาคมกีฬากับนักกีฬา ยังไม่นับเรื่องโควตานักเตะ ซึ่งตอนนี้เริ่มมีนักกีฬาต่างชาติมาอยู่ในทีมไทยมากขึ้น จนไม่แน่ใจว่าบางทีมเวลาไปเตะแทบจะหานักกีฬาคนไทยไม่ได้ ก็ต้องฝากให้ช่วยกันดูแลเพื่อพัฒนานักกีฬาไทยให้เพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่าเราอยากพัฒนาวงการกีฬาไปในระดับโลกมากขึ้น แต่เราก็ต้องไม่ลืมที่จะมีพื้นที่ให้นักกีฬาไทยได้พัฒนาตัวเอง
นายเศรษฐากล่าวว่า ส่วนที่คนไทยเคยพูดกันเรื่อง “บอลไทยไปบอลโลกนั้น” ต้องยกตัวอย่างญี่ปุ่นก่อนจะไปบอลโลก กว่าจะมีวันนี้ เกิดการวางรากฐานมาก่อนหน้านั้น 30 กว่าปี ไม่แน่ใจว่าไทยเริ่มต้นหรือยัง เราไม่ได้อยากทำให้หมดกำลังใจ แต่อยากให้สมาคมกีฬาได้เริ่มต้นทำ
อย่างตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็สนับสนุนงบประมาณไป 50 ล้านบาท และย้ำว่าให้ไปสนับสนุนลีกรอง เพื่อเป็นพื้นฐาน ดูแลด้านอาหาร โภชนาการ วิทยาศาสตร์การกีฬา ถ้าไม่เริ่มต้นทำพื้นฐานก็จะยังไกลที่จะไปบอลโลก ซึ่งตนก็เชื่อมั่นเช่นกันว่าความหวังคนไทยก็อยากเห็นนักเตะไทยไปบอลโลกในอนาคต