ดร.พิพัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP เผยสิ่งที่อยากเห็นจากการแต่งตั้งผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ ชี้ต้องปรับบทบาท ธปท.ใช้หลายเครื่องมือช่วยประเทศผ่าน “ช็อก” ที่กำลังเจอ ยก “อาเบะโนมิกส์” ตัวอย่างการประสานนโยบายเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศ แนะใช้โอกาสทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อ-การสื่อสารนโยบายกับประชาชน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายลดดอกเบี้ยสู่การปฏิบัติจริง
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่อยากเห็นจากการที่จะมีการแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ ก็คือ บทบาท ธปท. ที่อาจจะต้องเปลี่ยน ในการรับมือกับความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องเผชิญ เพราะลำพังการลดดอกเบี้ยอย่างเดียว หรือปล่อยสินเชื่ออย่างเดียว จะช่วยอะไรมากไม่ได้
“ชัดเจนว่า บทบาทของ ธปท. คือดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งช็อกที่ประเทศไทยกำลังเจออยู่ตอนนี้ น่าห่วงจริง ๆ ฉะนั้นบทบาท ธปท. ต้องเปลี่ยนด้วย ผมอยากเห็น ธปท. ใช้เครื่องมือ ใช้นโยบายการเงิน ที่ช่วยให้เราผ่านความท้าทายเหล่านี้ไปได้ การลดดอกเบี้ยอย่างเดียว หรือปล่อยกู้อย่างเดียว มันช่วยอะไรไม่ได้มาก ต้องมีการประสานงานนโยบาย หรือ policy coordination ผมอยากเห็นสถานการณ์คล้าย ๆ กับ Abenomics (นโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่น) ที่่มี policy coordination จริง ๆ ระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลาง ที่จะเอาประเทศออกจากหลุม”
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า การประสานนโยบายการเงิน การคลัง ต้องคุยกันจริง ๆ ว่าประเทศต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันนโยบายการเงินแม้จะเป็นกองหลัง ก็ต้องสนับสนุนกองกลาง กองหน้าด้วย ช่วยให้ความเห็น ช่วยกันปฏิรูปอย่างจริงจัง ไม่สามารถต่างคนต่างทำ หรือคนหนึ่งเหยียบคันเร่ง อีกคนเหยียบเบรคได้
“สถานการณ์ที่เรากำลังเจอ แค่เพิ่มการขาดดุลงบประมาณ แค่ลดดอกเบี้ย แค่นั้นมันช่วยไม่ไหว ผมว่ามันต้องการแบบที่คนมาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ คือ คำว่าความเป็นอิสระยังไงก็ต้องมี ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ยังไงก็ต้องมี แต่ผมอยากเห็นความร่วมมือในการทำนโยบาย ไม่อย่างนั้นเมืองไทยเหนื่อยแน่นอน”
ขณะเดียวกัน ยังน่าจะใช้โอกาสที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง ทำเหมือนที่ธนาคารกลางอื่นทำ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีการทบทวนนโยบายการเงิน เครื่องมือ และ การสื่อสาร ที่มีการเปลี่ยนนโยบายเงินเฟ้อ ซึ่งของไทยเองก็ควรจะต้องมีการทบทวนนโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อที่ใช้มาระยะหนึ่ง ว่าเวิร์คหรือไม่เวิร์ค หรือต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ หรือต้องสื่อสารอย่างไร
นอกจากนี้ สิ่งที่เฟดทำ ยังมีเรื่องการทำโปรแกรมรับฟังเสียงจากประชาชน มีการอธิบายให้คนเข้าใจว่า สิ่งที่ธนาคารกลางทำมีผลกระทบกับประชาชนอย่างไร ซึ่งการทำลักษณะนี้จะช่วยรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางได้
“คือ ไปลองคุยกับคนต่างจังหวัด คนบนถนน ว่าเขาเข้าใจหรือไม่ ว่าสิ่งที่ธนาคารกลางทำเป็นอย่างไร แล้วเขาเข้าใจถูกหรือเข้าใจผิด จะได้ปรับรูปแบบการสื่อสาร การทำงานกับประชาชน เพราะถ้าธนาคารกลางไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าข้างได้ ผมว่าคำว่าอิสระจะอยู่ได้ยากมาก”
อีกประเด็น ก็คือ preserve policy space ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่าจะเก็บกระสุนไปทำไม แล้วก็มีคำอธิบายว่า กระสุนมีจำกัด ฉะนั้นควรต้องใช้อย่างระมัดระวัง ใช้ในจังหวะที่ใช้แล้วคุ้มค่าดีกว่า อย่างไรก็ดี มองว่าโจทย์ที่ยากก็คือ ทำอย่างไรให้กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน มีประสิทธิผลอย่างเต็มที่ที่สุด
“ตรงนี้ผมคิดว่า แทนที่เราจะดูว่ากระสุนเราเหลือกี่นัด อาจจะต้องมาดูว่า มันมีวิธีเพิ่ม policy space ได้ไหม เราเห็นตัวอย่างธนาคารกลางในต่างประเทศ เวลาดอกเบี้ยถึงจุดที่ลงไปต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่คำถามก็คือ กระสุนแต่ละนัดที่ยิง ประสิทธิภาพเกิดเต็มที่แล้วหรือยัง เรื่องการส่งผ่าน โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เพราะจะเห็นได้ชัดว่า หลังจากลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลับน้อยกว่าที่คาด แถมการเติบโตของสินเชื่อก็ติดลบ” ดร.พิพัฒน์กล่าว