Skip to content

ผู้ว่าแบงก์ชาติ เกาะติดเจรจาภาษีสหรัฐ ห่วงสินค้าทะลักกระทบ SMEs กลุ่มเปราะบาง

16 ก.ค. 2568 | 17:14น.
ผู้ว่าแบงก์ชาติ เกาะติดเจรจาภาษีสหรัฐ ห่วงสินค้าทะลักกระทบ SMEs กลุ่มเปราะบาง

เศรษฐพุฒิ ผู้ว่า ธปท.เผยติดตามเจรจาภาษีสหรัฐ ใกล้ชิด แนะใช้โอกาสในการปรับตัว รับมือเยียวยาผลกระทบ ห่วงเรื่อง Transshipment ไม่ชัด ฉุดการลงทุน-สินค้าทะลักเข้าไทย กระทบเอสเอ็มอีกลุ่มเปราะบาง ยัน แบงก์เข้มสินเชื่อไม่เกี่ยวมาตรการ ธปท. ชี้ ทบทวนขยับสัดส่วนค้ำประกันสินเชื่อจาก 40%

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ “Money & Banking Awards 2025” กล่าวว่า สำหรับประเด็นภาษีนำเข้าสินค้า (Reciprocal Tariffs) จะเห็นว่าเริ่มเห็นความชัดเจนในการเจรจาในประเทศอื่น ๆ แล้วบ้างส่วน แม้จะยังไม่ได้มีรายละเอียดออกมา สะท้อนถึงความสำคัญของการเจรจา และหลังจากนั้นจะต้องมีมาตรการบรรเทาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญ แต่มักถูกละเลยคือ การปรับตัว เพราะจะเน้นในเรื่องระยะสั้น จึงควรใช้โอกาสนี้ในการปรับตัว ไม่ใช้เน้นตัวเลขการส่งออกหรือการลงทุน

ส่วนการเปิดตลาดนั้น แต่ละประเทศจะต้องดูของตัวเอง แต่สิ่งที่จะมีผลกระทบมากที่สุด คือ สินค้าต้นทางจากประเทศอื่น (Transshipment) ว่ารายละเอียดจะเป็นอย่างไร และอะไรจะนับเป็น Transshipment ซึ่งจะมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องการลงทุน และด้านอื่น ๆ จึงต้องรอดูรายละเอียดเหมือนที่ประเทศเวียดนาม เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การรองรับผลกระทบและสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจ รวมถึงภาคการเงินที่จะต้องหันหน้าเข้าหากัน ซึ่ง ธปท.ได้มีการประชุมร่วมกัน ทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) หรือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการรองรับผลกระทบ ซึ่งนอกจากมาตรการเยียวยาแล้ว แต่ยังมีเรื่องของระยะยาวในการปรับตัว และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ ในส่วนของนโยบายการเงิน ธปท.ก็ได้มีการพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ไปในการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายการเงินไม่ใช่เฉพาะเรื่องของอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของนโยบายการเงินอื่น เช่น มาตรการอื่น ๆ ด้วย หรือเรื่องของหนี้ เป็นต้น

“ผมไม่ได้อยู่ในทีมเจรจา ซึ่งเรื่องของการเปิดตลาด 90% อยากจะฝากไว้นิดนึง เรื่องของผลกระทบจะมาจากหลายช่องทาง คือ 1.กลุ่มส่งออกไปสหรัฐ โดยตรง 2.กลุ่มที่จะมีผลจากการเจรจาภาษีที่จะลดลง และกลุ่มที่เราเป็นห่วงและส่งเสียงไปหลายครั้ง 3.กลุ่มสินค้าที่ทะลักเข้ามาจากที่เขาส่งออกไปสหรัฐ ไม่ได้ และกลุ่มธุรกิจสาขาที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเซ็กเตอร์พวกนี้จะเป็นกลุ่มเอสเอ็มอีเยอะ ซึ่งจะมีความเปราะบางค่อนข้างเยอะ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเซ็กเตอร์ไปสหรัฐ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทข้ามชาติ”

สำหรับประเด็นการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น อยากจะยืนยันว่าไม่ได้มาจากเกณฑ์ของ ธปท.ว่าเข้มหรือคุมการปล่อยสินเชื่อ แต่ยอมรับว่ามีธุรกิจที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อ แต่มาจากความเสี่ยง และสถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงสูง ทำให้สถาบันการเงินไม่อยากปล่อยสินเชื่อ ดังนั้น จะต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ ความเสี่ยง จะเป็นเรื่องของกลไกค้ำประกันสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นกลไกผ่าน บสย.หรือกลไกด้านอื่นที่จะลดความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาความเสี่ยง โดยไม่ได้เป็นเกณฑ์ของ ธปท.

“อันหนึ่งที่จะต้องทบทวน คือ สัดส่วนการค้ำประกันจะต้องเพิ่มเติมหรือไม่ จากเดิมที่เซตไว้อยู่ที่ 40% อาจจะต้องเพิ่มขึ้นหรือเปล่าในยามที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่อยากบอกว่า ปัญหาเหล่านี้ต้นตอไม่เฉพาะแค่ฝั่งการเงิน แต่จะเป็นเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย เพราะถ้าธุรกิจแข่งขันไม่ได้ จะให้สินเชื่อแก้ปัญหาคงไม่ได้ แต่หากธุรกิจมีการปรับตัว มีศักยภาพ เชื่อว่าแบงก์ก็ต้องการทำกำไร ก็น่าจะปล่อยสินเชื่อ”