Skip to content

รองเลขาสภาอุตฯ มองจีน แนะไทยลดโควต้าสาขาที่ตกงาน เพิ่มสาย STEM ที่ยังขาดแคลน

22 ก.ค. 2568 | 21:28น.
รองเลขาสภาอุตฯ มองจีน แนะไทยลดโควต้าสาขาที่ตกงาน เพิ่มสาย STEM ที่ยังขาดแคลน

รองเลขาสภาอุตฯ มองจีน แนะไทย ทบทวนการศึกษา ‘ลดโควต้าสาขาที่ตกงาน‘ เพิ่มคนสาย STEM ให้ทันยุค หวั่นอนาคตกระทบโครงสร้าง

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่เพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ในวาระของการครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เครือมติชน จัดงาน Exclusive Dinner Talk 50 ปี ไทย-จีน The Golden Road : From Now to Eternity

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ตลอดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เครือมติชนได้จัดกิจกรรม อาทิ จัดพิมพ์ฉบับพิเศษ 50 ปี ไทย-จีน เผยแพร่เมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา, จัดรายการสัมภาษณ์พิเศษทางมติชนทีวี, จัดทำเว็บเพจเสนอข่าวเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะ, จัดสัมมนาเกี่ยวกับไทยและจีน 3 วัน และจัดเวิร์กช็อปเมื่อ 11-13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ True Digital Park รวมถึงกิจกรรมส่งท้ายในครั้งนี้

สำหรับบรรยากาศภายในงานมี นายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ร่วมขึ้นเวที

เวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ แขกผู้มีเกียรติ ทั้งผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลไทย และภาคธุรกิจที่มีส่วนสัมพันธ์กับประเทศจีน ทยอยเดินทางมาลงทะเบียนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง พร้อมร่วมถ่ายภาพที่แบ๊กดรอป

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองภาพความก้าวหน้าของจีนอย่างไรบ้าง เห็นโอกาสในความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ระหว่างไทยและจีนอย่างไรในแง่มุมธุรกิจ ?

นายอภิภพ พึ่งชาญชัยกุล รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สุดท้ายกลายเป็นว่าในปัจจุบัน ธุรกิจของเราหลายๆ อย่าง ก็อาศัยจีนในการลดต้นทุน อย่างเมื่อก่อนบริษัทของตนนำเข้าเครื่องจักร แม่พิมพ์พลาสติก จากญี่ปุ่น เยอรมันและอิตาลี แต่ปัจจุบันนี้นำเข้าจากจีนเพียงอย่างเดียว

“อย่างปลายปีนี้ก็จะมีไปงานอุตสาหกรรมพลาสติก ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัด 4 ปีครั้ง ที่เยอรมัน ซึ่งเราจะไปดูก่อน ปีหน้าเราก็กลับมาที่จีนเพื่อดูว่าจีนทำได้ไหม ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่ทันที แต่ภายใน 1- 2 ปี จีนทำได้ แล้วราคาลงมาชนิดที่เรียกว่า เราแตะได้” นายอภิภพเผย

เมื่อถามต่อว่า ในแง่มุมธุรกิจจีนทำให้เราเข้าถึงเทคโนโลยีและการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตได้ ถ้ามองในมุมอุตสาหกรรมพลาสติก ที่มีความท้าทายคือ เทรนด์รักษ์โลก มองเห็นโอกาสในการมุ่งสู่เป้าหมาย NET Zero อย่างไร ?

นายอภิภพกล่าวว่า ต้องบอกว่าในจีนเอง เทรนด์เรื่องพลาสติก ก็มีออกมาเหมือนกัน แต่ว่าอุตสาหกรรมพลาสติกโดยรวม แม้กระทั่งจีนเอง เรามองว่าพวกพลาสติกชีวภาพ เป็นเพียงวัตถุดิบอีกอย่างที่ออกมา แต่สุดท้ายก็ต้องเลือกใช้อยู่ดี

“พลาสติกชีวภาพ คนมักจะเข้าใจว่า มันไปตกหล่นที่ไหนก็ย่อยสลายเองได้ แต่ความจริงแล้วมันจะต้องถูกกำจัดในที่ที่เหมาะสม ต้องเข้าสู่ Industrial Composting ในอเมริกามีฎีกาออกมาแล้วว่า ต่อไปนี้ถ้าคุณลงข้างผลิตภัณฑ์ว่าคุณเป็น compose ต้องลงให้ชัดเจนว่าคุณเป็น Home composting หรือ industrial composting เพราะว่ามันมีคนที่เขาซื้อไปเพราะรักษ์โลก เขายอมซื้อของแพงกว่า แต่ปรากฏว่าพอไปถึง เขาไปปั่นที่สนามหญ้าหน้าบ้านแล้วมันไม่ย่อยสลาย เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เทคโนโลยี เข้ามาจัดการ”

“พอดีผมเคยเป็นเลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เป็นเรื่องดีในไทยเราก็พยายามรณรงค์กันอยู่ เรื่องการจัดการพลาสติกชีวภาพมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง จึงต้องใช้ให้เหมาะสม ถ้าหากเอามาใช้ปะปนกับพลาสติกทั่วไป มันจะไปรบกวนกระบวนการรีไซเคิลพลาสติก ซึ่งผมว่าในบ้านเราเป็นประเทศหนึ่งที่ทำได้ดีมากๆ“

จากนั้น นายอภิภพยกตัวอย่าง ขวด PT ซึ่งเราบอกว่าขวดชนิดนี้เข้าไปในกระบวนการรีไซเคิลถึง 90% ซึ่งก็มีขวดที่หน้าตาคล้ายๆ กัน แต่เป็นพลาสติกชีวภาพ ถ้าขวดเหล่านี้ไม่ถูกจัดการอย่างเหมาะสม เข้าไปสู่กระบวนรีไซเคิล ก็จะทำให้กระบวนการ PET ที่ดีอยู่แล้ว มีปัญหาขึ้นมาได้

“จริงๆ แล้ว พลาสติกรีไซเคิล ต้องมาควบคู่กับกระบวนการปิด อย่างเช่นเราเคยไปใช้ที่งาน BOI ทั้งงานเป็นพลาสติกรีไซเคิลหมด พอรวบรวมขยะ เอาไปลงคอมโพส จบเลย

หรืออย่างเราเคยคุยกันว่า สมมุติมีการแข่งขันกีฬา เราบอกว่าวันนี้ทั้งแมตช์ ทุกอย่างที่ใช้ในงาน ใช้แล้วทิ้ง เป็นวัสดุชีวภาพหมด เอาไปดำเนินการย่อยสลายอย่างเหมาะสม อย่างนี้มันก็ใช่ แต่จะเป็นอุสรรคหากใช้ปะปนในชีวิตประจำวันทั่วไป”

“อย่างตอนนั้นมาบุญครองเคยโทรหาผม อยากให้ร้านค้าในห้างทั้งหมดใช้ถุงชีวภาพ ผมตั้งคำถามกลับว่า แล้วหลังจากที่เขาเอากลับไปบ้านแล้วทำอย่างไร เอาไปฝังที่สนามมันไม่ย่อยนะ” นายอภิภพกล่าว

เรียกได้ว่า ต้องมีองค์ความรู้ในมุมของผู้ใช้ด้วย ไม่ใช่ในมุมแค่ภาคผลิตอย่างเดียว ?

นายอภิภพเผยว่า อย่างเช่น ปตท. มีโปรดักส์ออกมา 1 ตัว เป็นแก้วอเมซอน ที่แอดวานซ์ขึ้นมาอีกขั้น คือทิ้งตรงไหนก็ได้จะย่อยสลายเอง

“แต่มันก็มีข้อควรระวัง เพราะในระหว่างที่มันยังไม่กลายเป็น CO2 กับ H2O ในระหว่างนั้นที่มันยังแตกสลายเป็นชิ้นเล็กๆ ยังเป็นพลาสติกอยู่ ตัวอะไรกินเข้าไปก็ตายได้เหมือนกัน คือเราต้องภาวนาว่าในระหว่าง 180 วันนั้นจะไม่มีใครไปยุ่งกับมัน ถามว่าเป็นไปได้แค่ไหน มันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการจัดการจริงๆ” นายอภิภพเผย

เมื่อถามว่า จากประสบการณ์ที่เคยไปศึกษาดูงานที่จีน เห็นว่าอะไรที่น่าจะนำมาต่อยอด หรือควรจะปลูกฝัง เริ่มต้นในบ้านเราบ้าง?

นายอภิภพเผยว่า ถ้ามองจีน หนึ่งเรื่องที่เราเห็นชัดเจนคือ เวลาที่เขามุ่งมั่นจะทำอะไรสักเรื่องหนึ่ง เขาตั้งใจอย่างมาก และไปทั้งองคาพยพ อย่างหนึ่งเห็นจะเป็นเรื่องของการศึกษา ที่ว่าเราคงจะต้องกลับมาทบทวนจริงๆ

“ผมเคยไปโรงงานแม่พิมพ์ ที่เขาเป็นซัพพลายเออร์ (supplier) ให้เรา เขามีวิศวกร (engineer) เป็นร้อยคน ขนาดนั่งตัด ทำโมเดล เขายังใช้เอ็นจิเนียร์ ของเราใน 1 โรงงาน การจะหาเอ็นจิเนียร์ สัก 1-2 คน ยากมาก”

“แต่ว่าในกระบวนการสร้างคนของเรา ผมพูดตรงๆ ผมจบคณะนิติศาสตร์ แต่ก็มีความรู้สึกว่าหลังๆ เราสร้างคนที่ทำงานเกี่ยวกับสาขามนุษยศาสตร์ และ general management ค่อนข้างเยอะเกินไป ในขณะที่การศึกษาที่เกี่ยวกับด้าน STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) เรายังมีน้อย ทำให้บางครั้งการที่เราจะขับเคลื่อนอะไรสักอย่าง คนของเราไม่พอจริงๆ” นายอภิภพชี้

ยิ่งเป็นยุคที่เทรนด์อุตสาหกรรมมุ่งไปทางดิจิทัล เทคโนโลยีด้วย มองว่าอะไรที่เราควรจะต้องเร่งส่งเสริม?

นายอภิภพกล่าวว่า ตอนนี้มีหลายคนออกมาบอกว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เราเลือกเรียนเฉพาะตัวที่เราชอบ จริงๆ ตนมองว่ามหาวิทยาลัยมันเป็นกระบวนการที่ทำให้คนคิดอย่างมีระบบ คือคุณเรียนในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง อาจจะต่อยอดในสิ่งที่อยากเรียนรู้เพิ่มเติม ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยได้ แต่อย่างน้อยมหาวิทยาลัย สถานที่ที่ทำให้คุณคิดอย่างเป็นระบบมันยังจำเป็นอยู่

“ในจีนเอง ถามว่าคนก็ยังเรียนมหาวิทยาลัยกันอยู่นะ เรตการเข้ามหาวิทยาลัย ต้องแย่งกันถึงขนาดส่งคนมาเรียนมหาวิทยาลัยที่ไทย แล้วทำไมเราถึงบอกว่าจะไม่เรียน ผมว่าไม่ใช่

”หรืออีกส่วนหนึ่ง ถ้าเราขาดแคลนผมเห็นว่าเป็นเรื่องของอาชีวศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับทางด้าน engineer อาจจะยังไม่ถึงระดับปริญญา เอาแค่เพียงในระดับ ปวช. ปวส. เป็นเรื่องที่ภาคอุตสาหกรรมเราขาดแคลนจริงๆ” นายอภิภพเผย

ถ้าเราไม่รีบเร่งตรงนี้ อาจจะตามไม่ทันในอนาคต?

นายอภิภพกล่าวว่า ตนมองว่า จริงๆ แล้ว รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ควรจะต้องเช็คในเรื่องของโควต้าคณะต่างๆ

“ผมว่าต้องกลับมาดูและเลือกใหม่อีกทีจริงๆ ว่าสาขาไหนที่จบมาแล้วตกงานเยอะ อาจจะต้องลด สาขาไหนที่ขาดแคลนต้องช่วยกันผลิตขึ้นมา ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาในเรื่องโครงสร้างอย่างหนัก เพราะในภาคอุตสาหกรรมของเราตอนนี้ขาดคนจริงๆ โดยเฉพาะ engineer

มองว่าสังคมสูงวัยเกี่ยวด้วยไหม หรือปัจจัยอะไรเป็นหลัก?

นายอภิภพกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าสังคมสูงวัยก็ส่วนหนึ่ง แต่หลังๆ ที่ญี่ปุ่นก็เจอปัญหานี้ หรือแม้แต่จีนเองก็เริ่มเจอปัญหาสังคมสูงวัยเช่นกัน

“สำหรับผมมองว่าปัจจัยหลัก คือที่เราผลิตบุคลากรออกมาแล้วไม่ตอบโจทย์มากกว่า เป็นส่วนที่น่าห่วง” นายอภิภพกล่าว