เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-DisagreeGen Z ทำไมคิดต่าง
SD ‘โจ้-ธนา’ จัดเวทีโหวต Agree-DisagreeGen Z ทำไมคิดต่าง
ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
Real Estate ผังเมืองใหม่-เมกะโปรเจ็กต์ บูม ‘ดอนเมือง’ ฮับอสังหาฯหรู
มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
Politics มท.ชงแล้วใช้งบ 7.5 หมื่นล้าน “ติดโซลาร์รูฟท็อป” 1.5 ล้านครัวเรือน ยันไร้ฮั้วล็อกสเป็ก
เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค เอทิฮัด-จีน-เกาหลี แห่เสริมทัพไฮซีซันเชียงใหม่ ดันผู้โดยสารพุ่ง 9.97 ล้านคน
ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
Business ททท.ปักหมุดสวนสามพรานจัดงาน Amazing Green Fest ต่อยอดกระแสกรีนทัวร์ริซึ่ม สร้างท่องเที่ยวยั่งยืน
แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
News แอ๊ดคาราบาว บันทึกถึง “เจ้าสัวธนินท์” เพื่อน ครู มิตรภาพตลอดกาล
อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
Politics อ.เชน ชี้ 5 ความหวังพลิกโฉมการศึกษาไทย – สร้างคน ความรู้ นวัตกรรม
ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
Politics ชวน ชี้ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกการเมืองแทรกแซง แนะอย่าลังเล-ซื่อสัตย์เพื่อชาติ
‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
News ‘ยุติธรรม’ เผยช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5,000 ล้าน
กทม.จับคู่ ‘บ้าน-คนกรุง’ ช่วยอสังหาฯระบายสต๊อก 
Real Estate กทม.จับคู่ ‘บ้าน-คนกรุง’ ช่วยอสังหาฯระบายสต๊อก 
ดูทั้งหมด

เงินบาทอ่อนค่า จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า

25 ก.ค. 2568 | 18:15น.

เงินบาทอ่อนค่า จับตาประชุมเฟดสัปดาห์หน้า

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 21-25 กรกฎาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (21/7) ที่ระดับ 32.40/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/7) ที่ระดับ32.37/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายคริส วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดกล่าวเมื่อวันศุกร์ (18/7) ว่า เขาสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ค. เพราะเชื่อว่าผลกระทบจากภาษีต่อเงินเฟ้อมีจำกัด พร้อมระบุว่าข้อมูลปัจจุบันไม่สะท้อนถึงตลาดแรงานภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง และเฟดควรเร่งดำเนินการล่วงหน้า ก่อนการจ้างงานจะชะลอตัวลง

ด้านนายออสตัน กูลส์บี ประธานเฟดชิคาโกกล่าวว่า เขายังระมัดระวังต่อสัญญาณจากดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน มิ.ย.ที่ชี้ว่า ภาษีกำลังกดดันเงินเฟ้อสินค้าจำเป็น แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในเกณฑ์ดี และเฟดสามารถปรับลดดอกเบี้ยลงได้ค่อนข้างมากในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ขณะที่นายพาวเวลล์ ประธานเฟดกำลังเผชิญคำวิจารณ์จากประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับความลังเลของเฟดในการลดดอกเบี้ย โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 4.6% สู่ระดับ 1.321 ล้านยูนิตในเดือน มิ.ย. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 1.290 ล้านยูนิต ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 0.2% สู่ระดับ 1.397 ล้านยูนิตในเดือน มิ.ย. และสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 1.390 ล้านยูนิต ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวดีขึ้นในเดือน ก.ค.

โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกนออกมาที่ระดับ 61.8 สูงกว่าที่คาดที่ระดับ 61.4 และการคาดการณ์เงินเฟ้อลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเงินเฟ้อที่ชะลอลงจะช่วยให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐ ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25%-4.50% ในการประชุมวันที่ 29-30 ก.ค.นี้ และให้น้ำหนักกว่า 50% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือน ก.ย.

ขณะเดียวกันนักลงทุนติดตามความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและบรรดาประเทศคู่ค้า ก่อนทีจะถึงกำหนดเส้นตายในวันที่ 1 ส.ค. ขณะที่โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐกล่าวว่า วันที่ 1 ส.ค.ถือเป็นกำหนดเส้นตายที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องเริ่มชำระภาษีศุลกากรให้กับสหรัฐ โดยกล่าวเสริมว่า ประเทศขนาดเล็ก เช่น ประเทศละตินอเมริกา ประเทศในแถบแคริบเบียน และอีกหลายประเทศในแอฟริกา จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราขั้นต่ำ 10%

ส่วนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะต้องเลือกว่าจะเปิดตลาดของตนเอง หรือจะยอมจ่ายภาษีที่เป็นธรรมให้กับสหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 97.109 ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.1% ในปี 2568 เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น และบั่นทอนการใช้จ่ายของผู้บริโภค

โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับฟิลิปปินส์แล้ว โดยสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐขู่เรียกเก็บภาษีในอัตรา 20% ขณะที่ฟิลิปปินส์จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐในอัตรา 0% และจะเปิดตลาดเสรีให้กับสินค้าจากสหรัฐ ทั้งนี้เฟดเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน ในวันที่ 29-30 ก.ค.

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันอังคาร (22/7) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นายวิทัย รัตนากร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แทน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนปัจุบันที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 ก.ย. 2568

ในวันพุธ (23/5) ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ออกรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียฉบับเดือน ก.ค. 2568 ปรับลดคาดการณ์จีดีพีประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกลงเหลือ 4.7% ในปีนี้ จากคาดการณ์เดิมในเดือน เม.ย.ที่ให้ไว้ 4.9% และลดแนวโน้มของปีหน้าลงเหลือ 4.6% จากคาดการณ์เดิม 4.7% โดยระบุว่านโยบายภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นของสหรัฐและความไม่แน่นอนทางการค้า ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเเอเชียและแปซิฟิกย่ำแย่ลง รายงาน ADO คาดการณ์ว่าอุปสงค์ภายในประเทศของทั้งภูมิภาคจะอ่อนแรงลง

เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน เป็นตัวฉุดรั้งภูมิภาค ส่วนในวันพฤหัสบดี (24/7) มีรายงานว่า เกิดการปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ระหว่างวันให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับเปิดตลาด เนื่องจากผู้ลงทุนเกิดความกังวลในความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นเกี่ยวกับดินแดนที่เป็นข้อพิพาท

ด้านนายพูนพงศ์ นัยนา%ภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือน มิ.ย. 2568 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 28,649 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 15.5% จากที่ตลาดคาดการณ์ราว 18-19% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 27,588 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.1% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 1,061 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรก การส่งออกมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 166,851 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 15% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 166,914 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.6% ส่งผลให้ขาดดุลการค้า รวม 62.2 ล้านดอลลาร์ โดยปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกในเดือน มิ.ย. มาจากการเร่งส่งออก เนื่องจากประเทศคู่ค้าเร่งสต๊อกสินค้าก่อนที่มาตรการปรับขึ้นภาษีศุลกากรจากสหรัฐ จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ แรงส่งต่อเนื่องจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษรที่สำคัญ เช่น ผลไม้, มันสำปะหลัง และน้ำตาลทราย นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ สนค.ยอมรับว่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐและอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินบาทที่แข็งค่า แต่อย่างไรก็ดี เชื่อว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยทั้งปีนี้ จะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะขยายตัวได้ 2-3%

ทั้งนี้ หากจะทำให้การส่งออกของไทย เป็นไปตามเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้ 2-3% นั้น ในช่วง 6 เดือนที่เหลือ จะต้องมีมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่าเดือนละ 23,300-23,800 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า สหรัฐได้รับข้อเสนอจากไทยแล้วเกือบทั้งหมด

โดยสหรัฐระบุคำอธิบายหรือข้อเสนอที่เกี่ยวกับนโยบายที่ต้องการตอบกลับมาบ้าง ซึ่งไทยจะนำกลับมาพิจารณาว่าทำได้หรือไม่อย่างไร พร้อมคาดหวังว่าไทยจะได้รับภาษีที่สามารถแข่งขันในระดับอาเซียนได้ เนื่องจากหลายประเทศได้ราว 19-20% ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.11-32.44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/7) ที่ระดับ 32.36/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (21/7) 1.1620/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/7) ที่ระดับ 1.1638/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐแสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐจะสามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ได้ทันก่อนเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.นี้

ซึ่งเป็นวันที่ภาษีนำเข้าชุดใหม่จะมีผลบังคับใช้โดยเปิดเผยว่า EU ยังมีช่องว่างให้เจรจาต่อรองสำหรับข้อตกลง พร้อมย้ำว่า นี้คือการพูดคุยกันระหว่างสองพาร์ทเนอร์การค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก ปธน.ทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก EU และเม็กซิโก ในอัตรา 30% โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ได้ภายในเวลาที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) กำลังพิจารณาใช้เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ (Anti-Coercion Instrument) หรือ ACI อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโต้สหรัฐหากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าตามคำขู่ที่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจาก EU 30% ภายในวันที่ 1 ส.ค. และการเจรจาทางการค้าไม่เป็นผลสำเร็จ โดยมาตรการเด่น ๆ ประกอบด้วยการโจมตีภาคบริการและดิจิทัล การกีดกันจากการประมูลงานภาครัฐ การจำกัดการลงทุน และการจำกัดการนำเข้า

ส่วนในวันพฤหัสบดี (24/7) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมตามการคาดการณ์ของตลาด หลังจากปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน 8 ครั้งนับตั้งแต่ ECB เริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. 2567 ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าอาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในเดือน ก.ย. ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 2.00%

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 2.40% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 2.15% โดย ECB ระบุในแถลงการณ์ว่า “สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากข้อพิพาททางการค้า” ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงจะส่งผลให้สหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าที่นำเข้าจากยุโรปในอัตรา 15% หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐขู่เรียกเก็บในอัตรา 30% ทั้งนี้ระหวางสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1615-1.1788 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/7) ที่ระดับ 1.1741/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดวันจันทร์ (21/7) ที่ระดับ 148.53/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/7) ที่ระดับ 148.48/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ของญี่ปุ่น ประกาศในวันจันทร์ (21/7) ว่าจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป แม้พรรคฝ่ายรัฐบาลจะพ่ายแพ้ครั้งสำคัญในการเลือกตั้งสมาชิกสภาสูง จนไม่สามารถครองเสียงข้างมากได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แต่ต่อเนื่องของรัฐบาลอากาซาวะ หัวหน้าคณะเจรจาการค้าของญี่ปุ่น ตั้งเป้าบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐภายในวันที่ 1 ส.ค. ตามเส้นตายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนด แม้พรรครัฐบาลญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งวุฒิสภา ซึ่งหากไม่สามารถตกลงได้ทันเวลา ญี่ปุ่นอาจเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 25% ซึงจะกระทบเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีที่เรียกเก็บไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการปรับลดภาษีการบริโภคของญี่ปุ่นที่จะมีต่ออันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่นนั้น จะขึ้นอยู่กับขอบเขต ขนาด และความยาวนานของการใช้มาตรการดังกล่าว ด้านนักวิเคราะห์เตือนว่า การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่นอาจทำให้เกิดการเทขายพันธบัตร เงินเยิน และหุ้นญี่ปุ่น อีกทั้งจะทำให้ธนาคารภายในประเทศมีต้นทุนการระดมเงินทุนด้วยสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก หลังจากทีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลายลงแล้ว จากการที่บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐได้ แม้ว่ามาตรการดังกล่าวยังคงสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจอยู่มาก

อย่างไรก็ดี นายโยชิโนบุ ซึสึอิ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น กล่าวว่า การเจรจาอย่างต่อเนื่องให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า พร้อมเสริมว่า สมาพันธ์ให้ความชื่นชมอย่างสูงต่อผลลัพธ์ของข้อตกลงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนอยู่ในกรอบระหว่าง 145.86-148.66 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/7) ที่ระดับ 147.75/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ