ธนาคารไทยเครดิต รุกตลาดไมโคร SMEs-พ่อค้าแม่ค้า ตั้งเป้าปล่อยกู้โต 10-15%
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา
ธนาคารไทยเครดิต เผยปี’68 เศรษฐกิจท้าทาย ขอโตธุรกิจระมัดระวัง ตั้งเป้าโตสินเชื่อ 10-15% เจาะกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี-พ่อค้าแม่ค้า ต่อเนื่อง พร้อมบริหารหนี้เสียไม่เกิน 4.5% ปลื้มผลงานครึ่งปีแรกของปี’68 ขยายตัวสวนทางภาพรวมอุตสาหกรรมธนาคาร
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 จะเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากมีปัจจัยความท้าทายค่อนข้างมาก ทำให้ธนาคารจะต้องรอบคอบและรัดกุม เน้นลูกค้ากลุ่มไมโครเอสเอ็มอี และลูกค้าที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน พร้อมกับควบคุมคุณภาพสินเชื่อควบคู่กันไป และการนำดิจิทัลเข้ามารองรับการขยายธุรกิจและลูกค้ารายใหม่
โดยเป้าหมายธุรกิจในปี 2568 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเติบโต 10-15% ธนาคารน่าจะทำได้ในกรอบภายในสิ้นปีนี้ หลังจากครึ่งปีแรกธนาคารปล่อยสินเชื่อขยายตัวไปแล้ว 5.2% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 7.5-8% จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.4% จะเห็นว่าอุตสาหกรรมธนาคารได้รับผลกระทบ ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่มีการปรับลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าในช่วง 3 ปี ทำให้ผลตอบแทนลดลง รวมถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง
ขณะที่ต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ตั้งเป้าอยู่ที่ 42-43% จากปัจจุบันอยู่ที่ 42.7% เป็นผลมาจากธนาคารได้มีการลงทุนทางด้านไอที ทำให้ในระยะใกล้ต้นทุนต่อรายได้ยังไม่ได้ปรับลดลง แต่ในระยะยาว หากธนาคารสามารถหาลูกค้าใหม่ได้เพิ่มขึ้น จะช่วยให้อัตรานี้ปรับลดลงได้
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ควบคุมไม่เกิน 4.5% จากปัจจุบัน 4.3% เป็นผลมาจากธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ และเร่งช่วยเหลือลูกค้าทันที เพื่อไม่ให้ไหลเป็นหนี้เสีย จึงทำให้ภาพรวมหนี้เสียจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่ปล่อยสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอีที่สูงถึง 7% ขณะที่ ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อ (Credit Cost) 2-2.7% และผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 15.5-20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 15.5% ซึ่งขึ้นอยู่กับภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่จะเห็นว่าธนาคารไทยเครดิตมี ROE ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับระบบธนาคารที่เฉลี่ยอยู่ที่ 9.4%
“กลยุทธ์ของเรายังคงขยายลูกค้าไมโครเอสเอ็มอีเป็นหลัก เพราะมีสัดส่วน 70% ของพอร์ตสินเชื่อ โดยเรายังคงสามารถรักษาระดับการแข่งขันกับกลุ่มธนาคารได้ และเร่งพัฒนาแฟลตพอร์ตให้บริการลูกค้าผ่าน “Micro Pay e-Wallet” ที่มีพ่อค้าแม่ค้าใช้กว่า 6.5 แสนคน เติบโต 15-20% ปริมาณธุรกรรมโตต่อเนื่อง และ “Alpha By Thai Credit” จะเป็นตัวช่วยหาลูกค้าเงินฝาก โดยไม่ต้องไปสาขา ซึ่งมีผู้ใช้แล้วกว่า 5.6 หมื่นราย ธุรกรรมกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโตกว่า 64%”
นายรอยย์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 จะเห็นว่าสามารถรักษาการเติบโตและคุณภาพสินเชื่อได้ดี โดยการปล่อยสินเชื่อประสบความสำเร็จภายใต้เศรษฐกิจชะลอตัว และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง มีการเติบโตถึง 5.2% สูงสุดในระบบธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัว -0.4% บางแห่งโตเล็กน้อย และบางแห่งหดตัว ทั้งนี้ ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.74 แสนล้านบาท
ซึ่งจากการให้สินเชื่ออย่างระมัดระวัง ส่งผลให้หนี้เอ็นพีแอลอยู่ที่ 4.3% หากเทียบหนี้เสียกลุ่มเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมสูงถึง 7% สะท้อนว่าธนาคารสามารถบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากธนาคารไม่ได้มีการตัดขายหนี้เอ็นพีแอล จากปีก่อนที่มีการตัดขายราว 2,000 ล้านบาท ประกอบกับธนาคารเร่งช่วยเหลือลูกค้าผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” แม้จะกระทบรายได้ดอกเบี้ย แต่ลูกค้าไม่ไหลเป็นหนี้เสีย โดยภาพรวมกำไรสุทธิของธนาคารเติบโต 44% จาก 1,270 ล้านบาท มาอยู่ที่ 1,828 ล้านบาท เทียบกับระบบธนาคารเติบโตเพียง 3.5%
สำหรับพอร์ตสินเชื่อคงค้างของธนาคาร จะแบ่งเป็น 4 กลุ่มลูกค้า ได้แก่ 1.สินเชื่อเพื่อธุรกิจไมโคร SMEs เติบโต 14.3% มียอดสินเชื่ออยู่ที่ 1.16 แสนล้านบาท 2.สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต หดตัว -3.8% พอร์ตสินเชื่อ 2.14 หมื่นล้านบาท จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ลูกค้ากลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจึงได้รับผลกระทบ ทำให้สินเชื่อหดตัวเล็กน้อย 3.สินเชื่อที่ใช้บ่านเป็นหลักประกัน ซึ่งไม่ได้เป็นบ้านใหม่ เติบโต 13.3% มีพอร์ต 2.67 หมื่นล้านบาท และ 4.สินเชื่อบุคลล เติบโต 66.6% พอร์ตสินเชื่ออยู่ที่ 7,600 ล้านบาท เนื่องจากฐานค่อนข้างต่ำ ทำให้มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง
“ในช่วงครึ่งปีแรกเราสามารถเติบโตสินเชื่อได้ 5.2% ภายใต้เศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูง สะท้อนว่าเราสามารถบริหารจัดการได้ค่อนข้างดี โดยเรายังสามารถเติบโตสูงกว่ากลุ่มธนาคาร”