เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ลักชัวรี่โตสวนเศรษฐกิจ ดันสินเชื่อแบรนด์เนมคึก  

16 มิ.ย. 2569 | 07:00น.
ปพน มนัสภากร

ปพน มนัสภากร

ตลาดสินค้าแบรนด์เนมไทยมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ยังเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี แม้เศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการครอบครองสินค้าลักชัวรี่ควบคู่กับการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ส่งผลให้ธุรกิจสินเชื่อเฉพาะทางเติบโตตาม โดย “Brandname Money” ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 2569 แตะ 400 ล้านบาท หลังสินเชื่อเช่าซื้อโตแรงเกินคาด

นายปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่ตลาดสินค้าแบรนด์เนมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดราว 200,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อปี สะท้อนว่าความต้องการครอบครองสินค้าลักชัวรี่ยังมีอยู่ในทุกช่วงเศรษฐกิจ ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่อยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป ปัจจุบันกลุ่มอายุ 20 ปีเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเครื่องมือทางการเงินเพื่อช่วยบริหารสภาพคล่องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้จากภาพรวมเศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ความต้องการสินค้าแบรนด์เนมยังคงแข็งแกร่ง ทั้งเพื่อเสริมภาพลักษณ์ สร้างความมั่นใจ ใช้เป็นของขวัญ หรือเป็นรางวัลให้กับตนเอง ขณะเดียวกันผู้บริโภคจำนวนมากต้องการเก็บเงินสดไว้ใช้จ่ายหรือสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน จึงเลือกใช้สินเชื่อแทนการจ่ายเงินก้อน

“ลูกค้าหลายคนไม่ได้มีปัญหาเรื่องกำลังซื้อ แต่ต้องการรักษาสภาพคล่องทางการเงินไว้สำหรับโอกาสอื่น ๆ มากกว่า การวางเงินดาวน์เพียงบางส่วนแล้วผ่อนชำระ ทำให้สามารถครอบครองสินค้าได้โดยไม่ต้องดึงเงินสดทั้งหมดออกมาใช้ในครั้งเดียว”

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัทที่เติบโตต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2568 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อรวม 200 ล้านบาท และตั้งเป้าขยายเป็น 400 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 หรือเติบโต 100% ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ยังคงอยู่ที่ระดับ 0%

ด้านผลกำไร บริษัทพลิกจากการขาดทุนประมาณ 1 ล้านบาทในปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นธุรกิจ มาเป็นกำไรประมาณ 8 ล้านบาทในปี 2568 และในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 สามารถทำกำไรได้แล้ว 8 ล้านบาท ส่งผลให้คาดว่ากำไรทั้งปีจะอยู่ที่ราว 20 ล้านบาท

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตคือสินเชื่อเช่าซื้อสินค้าแบรนด์เนม ซึ่งกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เติบโตโดดเด่นที่สุดของบริษัท โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มียอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรวมกว่า 53-54 ล้านบาท สูงกว่ายอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อตลอดทั้งปี 2568 ที่มีมูลค่า 25.5 ล้านบาท

นายปพนกล่าวว่า ความต้องการสินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งการที่ผู้บริโภคไม่ต้องการจ่ายเงินสดก้อนใหญ่ การนำเงินไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ประเภทอื่น ข้อจำกัดของวงเงินบัตรเครดิต รวมถึงลักษณะเฉพาะของสินค้าลักชัวรี่หลายรายการที่มี Waiting List ทำให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องตัดสินใจซื้อทันทีเมื่อได้รับโอกาส

ปัจจุบัน Brandname Money ให้บริการหลัก 3 รูปแบบ ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อแบบ “ผ่อนไปใช้ไป” สินเชื่อ “ผ่อนจบรับของ” และบริการขายฝากสินค้าแบรนด์เนม โดยทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับฐานลูกค้าหลักยังเป็นกลุ่มอายุ 30-40 ปี คิดเป็นสัดส่วน 50% ของพอร์ต โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ SME รองลงมาคือพนักงานออฟฟิศ ขณะที่มูลค่าสินค้าเฉลี่ยที่ขอสินเชื่ออยู่ในช่วง 100,000-300,000 บาท แม้จะมีลูกค้าบางส่วนที่ซื้อสินค้าระดับหลายล้านบาทก็ตาม

เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด บริษัทได้เปิดบริการ Personal Assistant (PA) หรือเลขาส่วนตัว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าตั้งแต่การให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา ดำเนินการด้านสินเชื่อ ไปจนถึงการชำระเงินที่ร้านค้า โดยมุ่งยกระดับประสบการณ์การซื้อสินค้าแบรนด์เนมภายในช็อป

นอกจากนี้ บริษัทยังขยายเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าแบรนด์เนมมือสองอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนร้านค้าที่ส่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก 40 ร้าน เป็น 70 ร้านทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มโอกาสในการปล่อยสินเชื่อและขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังเปิดโครงการ Agent ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนความชอบให้เป็นรายได้” เพื่อสร้างเครือข่ายผู้แนะนำลูกค้าเข้าสู่ระบบสินเชื่อของบริษัท และขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในตลาดลักชัวรี่มากขึ้น

นายปพนระบุว่า ในด้านการระดมทุน ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตร 3-4 ราย ทั้งในและนอกตลาดทุน โดยมองหาพันธมิตรที่มีต้นทุนและมีความแข็งแกร่งด้านระบบติดตามหนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนการขยายพอร์ตสินเชื่อในระยะต่อไป

“สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียงเงินลงทุน แต่เป็นพันธมิตรที่สามารถเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจและช่วยให้บริษัทเติบโตได้เร็วขึ้น”

ทั้งนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าศึกษาแผนการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในช่วงปี 2571-2572 เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ภาพที่เกิดขึ้นในตลาดลักชัวรี่สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ลดความต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมลง แต่เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารสภาพคล่องมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจสินเชื่อเฉพาะทางสำหรับสินค้าแบรนด์เนมกลายเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมลักชัวรี่ในประเทศไทย