เกษตรฯ ดันส่งออกโคเนื้อไปจีน 1.2 ล้านตัวต่อปี ปักหมุดบางสะพานศูนย์กักโรค
กระทรวงเกษตรฯ จับมือเอกชนไทย-จีน เดินหน้าโปรเจกต์ส่งออกโคเนื้อมีชีวิตไปจีน ตั้งเป้ารวบรวมโคจากเกษตรกรไทยส่งออกทางเรือเดือนละ 100,000 ตัว หรือปีละ 1.2 ล้านตัว เตรียมปักหมุดท่าเรือบางสะพานตั้งศูนย์กักกันโรคขนาดใหญ่ รองรับมาตรฐานก่อนส่งออก หลังเจรจากับ GACC ลดข้อซักถามด้านสุขอนามัยจากกว่า 40 ข้อ เหลือ 4 ประเด็นหลัก ตั้งเป้าผลักดันส่งออกล็อตแรกภายใน 1 ปี
นายชัย วัชรงค์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือการนำเข้าโคมีชีวิตจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับกรมปศุสัตว์ และผู้แทนภาคเอกชนไทย-จีน ได้แก่ บริษัท เซิ่งซิ่งหลง ธุรกิจการเกษตร (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไห่ทง เทรดดิ้ง จำกัด ในเครือ China Merchants Group กลุ่มวิสาหกิจชั้นนำของจีน
การประชุมครั้งนี้มีนายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 123 เพื่อเดินหน้านโยบาย “เกษตรนำ นวัตกรรมเสริม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย” ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เป้าหมายสำคัญคือการเปิดตลาดส่งออกโคเนื้อมีชีวิตจากไทยไปยังจีน โดยตั้งเป้ารวบรวมโคเนื้อจากเกษตรกรไทยส่งออกทางเรือให้ได้เดือนละ 100,000 ตัว หรือปีละ 1.2 ล้านตัว พร้อมเตรียมแผนลงทุนสร้างโรงเชือดมาตรฐานสูงในประเทศไทยเพิ่มเติมในอนาคต
ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาด้านสุขอนามัยกับสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ GACC ซึ่งเดิมมีข้อซักถามมากกว่า 40 ข้อ และปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 4 ประเด็นหลัก
ขณะเดียวกัน เตรียมลงพื้นที่สำรวจท่าเรือบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อจัดตั้งศูนย์กักกันโรคขนาดใหญ่ หรือ Quarantine Station รองรับการตรวจคัดกรองโรคตามมาตรฐานสากลก่อนส่งออก
ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมชุดเล็ก หรือ Working Group ประกอบด้วยกรมปศุสัตว์ ภาคเอกชน และสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่ติดตามเอกสารเชิงลึกและประสานงานกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับการเจรจาสู่รูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ G2G โดยเสนอให้ผู้แทนระดับสูงของไทยเดินทางไปเจรจาโดยตรงกับ GACC ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อแสดงความจริงใจและเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติทางนโยบายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน กรมปศุสัตว์จะเร่งสมัครขอรับรองสถานะเขตปลอดโรคแบบโซนนิ่ง หรือรายฟาร์ม กับองค์การสุขภาพสัตว์โลก หรือ WOAH เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ประเทศคู่ค้า
สำหรับโคเนื้อลูกผสมที่ตลาดจีนต้องการ จะเป็นโคที่มีน้ำหนัก 450 กิโลกรัมขึ้นไป โดยไทยจะเน้นเจาะตลาดเนื้อแช่เย็น หรือ Chilled Meat คุณภาพดี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และหลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรงกับตลาดเนื้อแช่แข็ง
นายชัยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความมุ่งมั่นในการผลักดันโครงการนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพราะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรฐานรากอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาครัฐพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกด้าน
เมื่อเห็นความจริงจังของภาคเอกชนทั้งสองประเทศในการร่วมทุนครั้งนี้ จึงมั่นใจว่าโครงการจะสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการส่งออกโคเนื้อล็อตแรกของไทยไปยังประเทศจีนให้สำเร็จภายในกรอบเวลา 1 ปีนับจากนี้
โครงการดังกล่าวถูกวางให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการพลิกโฉมและยกระดับอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคเนื้อของไทย จากการผลิตเพื่อรองรับตลาดภายในประเทศ ไปสู่การสร้างห่วงโซ่การผลิตที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งมีความต้องการนำเข้าเนื้อโคปริมาณสูง
ปัจจุบัน จีนมีการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศปีละราว 2.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 675,000-810,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับการใช้โคมีชีวิตน้ำหนักตัว 500 กิโลกรัม มากถึงประมาณ 13.5 ล้านตัว โดยประมาณ 41% เป็นการนำเข้าเนื้อโคแช่แข็งจากบราซิล
ดังนั้น หากไทยสามารถผลักดันการส่งออกโคเนื้อมีชีวิตและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านกักกันโรค มาตรฐานฟาร์ม และระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ตามเป้าหมาย จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย และสร้างฐานใหม่ให้สินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างยั่งยืน