เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ยอดค้าปลีกจีน หดตัวครั้งแรก ตั้งแต่เปิดประเทศหลังโควิด-19

17 มิ.ย. 2569 | 12:27น.
เศรษฐกิจจีน

เศรษฐกิจจีน

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยแพร่ข้อมูลยอดค้าปลีกเดือน พ.ค. 2026 หดตัว 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่การเปิดประเทศหลังโควิด-19 เมื่อปลายปี 2022 สะท้อนความไม่สมดุลในประเทศ ระหว่างอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและอุปทานที่อ่อนแอ

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า เดือนพฤษภาคม 2026 ยอดค้าปลีกรายเดือนของจีนลดลงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่ประเทศยกเลิกมาตรการจำกัดการแพร่ระบาดโควิด-19 เน้นย้ำถึงความไม่สมดุลระหว่างดีมานด์ภายในประเทศที่อ่อนแอและภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘เศรษฐกิจรูปตัว K’

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 ระบุว่า ยอดขายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือน พ.ค. ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่การเปิดประเทศในช่วงปลายปี 2022 หลังการล็อกดาวน์โควิด-19 โดยในครั้งนั้นยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค. 2022 ลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ยอดขายรถยนต์ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการใช้จ่ายราคาสูงลดลง 22% เมื่อเทียบปีต่อปี และลดลงอย่างต่อเนื่องมาแล้ว 8 เดือน ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสงครามอิหร่าน รวมถึงการยกเลิกเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ตามข้อมูลของสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA)

NBS เตือนในแถลงการณ์ว่า ความไม่สมดุลภายในประเทศระหว่างอุปทานที่แข็งแกร่งและอุปสงค์ที่อ่อนแอกำลังมีความรุนแรง โดยบริษัทบางแห่งเผชิญแรงกดดันอย่างมากในการดำเนินงาน

ด้านการเติบโตของการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.5% จาก 4.1% ในเดือน เม.ย. ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังขยายตัว

จื่อเหว่ย จาง ประธานและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทจัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในจีน Pinpoint Asset Management กล่าวว่า การหดตัวของยอดขายปลีก และการเติบโตอย่างรวดเร็วในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) นั้นไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจสำหรับตลาด

“นักลงทุนต่างให้ความสนใจกับบริษัทเทคโนโลยี และคาดว่าภาคการบริโภคจะอ่อนแอลง เนื่องจากผลประโยชน์จากเงินอุดหนุนเริ่มจางหายไป” จางกล่าว

ในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวลง 4.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นการปรับตัวแย่ลงจากช่วง 4 เดือนแรกที่หดตัวไป 1.6% ขณะที่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ลดลง 16.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากภาวะซบเซาของอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมา 5 ปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น

ในเดือน พ.ค. ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสองในเมืองใหญ่ รวมถึงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ลดลงช้ากว่าในเดือน เม.ย.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารซิตี้ (Citi) เขียนในบันทึกการวิจัยว่า ไม่ได้กังวลกับตัวเลขมากนัก เมื่อพิจารณาจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และภาคการส่งออกที่เติบโต โดยแนวโน้มรูปตัว K สะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลก อย่างไรก็ตาม การลดหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง และดีมานด์สินเชื่อภาคธุรกิจที่ซบเซา ล้วนเป็นเครื่องเตือนใจถึงดีมานด์ในประเทศที่กำลังอ่อนแอ

นอกจากนี้ ในเดือน พ.ค. อัตราเงินเฟ้อหน้าโรงงาน (Factory-Gate) เพิ่มขึ้น 3.9% และยอดการส่งออกสกุลเงินดอลลาร์ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19.4% สูงกว่าการขยายตัวในเดือน เม.ย. ที่ 2.8% และ 14.1% ตามลำดับ โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผู้กำหนดนโยบายจีนจะออกมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและลดการพึ่งพาการส่งออก

“ข้อมูลที่อ่อนแอในเดือน เม.ย.-พ.ค. ชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันด้านลบที่เพิ่มขึ้นต่อ GDP ในไตรมาสที่สอง” นักวิเคราะห์จากธนาคารมอร์แกน สแตนลีย์ ระบุไว้เมื่อต้นเดือน มิ.ย. พร้อมเสริมว่า คาดว่าผู้กำหนดนโยบายจะเริ่มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เดือน มิ.ย. เป็นต้นไป โดยเน้นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก

ด้าน จาง ชู และ อีริก จู นักเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ (Bloomberg Economics) กล่าวว่า ข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือน พ.ค. เน้นย้ำว่า ‘เศรษฐกิจสองระดับ’ กำลังขยายตัว ซึ่งด้านอุปทานยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของภาคการส่งออกและเทคโนโลยีเอไอที่ขยายตัวเร็วกว่ากว่าคาดการณ์ ขณะที่ด้านอุปสงค์กลับอ่อนตัวลง โดยการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชนที่ไม่ใช่เทคโนโลยีกำลังลดลงอย่างมาก