อุตสาหกรรมหนังสือทั่วโลกปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าคนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “Big Bad Wolf Books 2025” รับเทรนด์การอ่านทั่วโลกที่กำลังเติบโต ยกทัพหนังสือภาษาอังกฤษ 2 ล้านเล่มจัดมหกรรม วันที่ 7-17 สิงหาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น “หนังสือ” ยังคงเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีคุณค่า และกำลังกลับมาเป็นที่ต้องการของผู้คนทั่วโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และครอบครัวรุ่นใหม่ ที่มองว่าการอ่านคือการลงทุนทางความคิด ความสงบ และแรงบันดาลใจ
แม้เทคโนโลยีจะทำให้การเข้าถึงเนื้อหาง่ายขึ้นผ่าน e-Book หรือแพลตฟอร์มนิยายออนไลน์ แต่ปรากฏการณ์น่าสนใจคือการที่คนรุ่นใหม่บางส่วนเริ่มหันกลับมาสู่หนังสือเล่ม เพื่อหลีกหนีจากหน้าจอ และใช้การอ่านเป็นเครื่องมือของการ “Social Detox” ขณะเดียวกัน BookTok หรือกระแสรีวิวหนังสือใน TikTok ก็มีบทบาทอย่างมากในการจุดประกายการอ่านในกลุ่มวัยรุ่นอีกครั้ง
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “การอ่าน” ไม่ได้หายไป แต่กำลังกลับมาอย่างทรงพลังในฐานะพื้นที่ของแรงบันดาลใจ ความสงบ และการเติบโตของจิตใจและความรู้ในยุคดิจิทัล
ข้อมูลล่าสุดจาก Grand View Research ระบุว่าอุตสาหกรรมหนังสือทั่วโลกในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในปี 2573 จะเติบโตถึง 1.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสัดส่วนของมูลค่าตลาดหนังสือเล่มยังคงเป็นสัดส่วนหลักถึง 70-84% ของมูลค่าทั้งหมด อีกทั้งคาดว่าภายในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4.2% ต่อปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งถือเป็นตลาดที่เติบโตสูงถึงเฉลี่ย 5% ต่อปี
ประเทศไทยเองก็สะท้อนเทรนด์การกลับมาของวัฒนธรรมการอ่านอย่างชัดเจน โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แนวหนังสือยอดนิยม ได้แก่ นิยาย พัฒนาตัวเอง จิตวิทยา ธุรกิจ สร้างแรงบันดาลใจ และหนังสือเด็ก ขณะเดียวกันความสนใจในหนังสือภาษาอังกฤษก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและพ่อแม่ยุคใหม่ ที่มองว่าหนังสือคือการลงทุนด้านความรู้และพัฒนาตัวเองในระยะยาว

หนึ่งในงานที่สะท้อนเทรนด์การอ่านได้อย่างชัดเจนคือ มหกรรมหนังสือภาษาอังกฤษระดับโลก
“Big Bad Wolf Books 2025” ที่กลับมาจัดอีกครั้งในปีนี้ด้วยการเปิดพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี พร้อมหนังสือ 2 ล้านเล่มเสิร์ฟบรรดานักอ่าน ในวันที่ 7-17 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00-22.00 น.
นางแจ็คเกอลีน อึ๊ง (Jacqueline Ng) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Big Bad Wolf Books กล่าวว่า Big Bad Wolf Books ก่อตั้งที่ประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2552 และเริ่มที่ประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2559 เนื่องจากหนังสือมีคุณสมบัติพิเศษที่จะพาผู้คนให้ได้ค้นพบโลกใบใหม่และความรู้ใหม่ ๆ แต่อุปสรรคที่สำคัญคือราคาที่สูง และการเข้าถึงหนังสือภาษาอังกฤษในหลายประเทศค่อนข้างยาก
ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ผู้คนเข้าถึงหนังสือภาษาอังกฤษคุณภาพดีได้อย่างไม่มีข้อจำกัด เหตุผลเหล่านี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสรรค์เทศกาลหนังสือภาษาต่างประเทศ และทำให้ราคาหนังสือถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับให้ผู้คนได้มารวมตัวกัน เทศกาลนี้จะทำให้เกิดนักอ่านนิวเจน ไม่เพียงแต่สำหรับผู้ที่รักการอ่านอยู่แล้ว
“เดิมทีไม่ได้คาดคิดว่าโมเดลธุรกิจแบบนี้จะประสบความสำเร็จ ยิ่งสำหรับประเทศไทยเอง มีเสียงขู่ด้วยซ้ำว่าอย่าทำเลย ขายไม่ได้หรอก เพราะคนไทยไม่อ่านหนังสือ แต่พอมาทำในปีแรกก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม”
ปัจจุบัน Big Bad Wolf Books ได้ขยายการจัดงานออกไปกว่า 50 เมืองใน 17 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายทั่วโลกรวมมากกว่า 100 ล้านเล่ม
ด้าน ตรัสวิน จิตติเดชารักษ์ เลขาธิการสมาคมผู้พิมพ์หนังสือแห่งอาเซียน เผยว่า ตลาดนังสือที่ใหญ่ขึ้น เกิดมาจากประชากรที่เติบโต เด็กต้องเรียนหนังสือ ทำให้หนังสือเรียนเป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับอุตสาหกรรมหนังสือในประเทศไทยมีมูลค่าราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ยอดการขายหนังสือในภูมิภาคอาเซียนยังเติบโตขึ้นกว่า 30% แม้ส่วนหนึ่งอยู่บนพื้นฐานของอัตราเงินเฟ้อ ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าแรงที่มากขึ้น แต่การอ่านในภูมิภาคนี้มีคุณภาพมากขึ้น และมีหนังสือแปลดี ๆ เยอะขึ้น
พบกันที่งาน Big Bad Wolf Books 2025 ตั้งแต่วันที่ 7-17 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00-22.00 น. ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี เดินทางสะดวกด้วย รถไฟฟ้าสายสีชมพู ลงสถานีเมืองทองธานี (MT02)