ค่าเงินบาททรงตัว ไร้ปัจจัยใหม่
ค่าเงิน การลงทุน
ค่าเงินบาททรงตัว ไร้ปัจจัยใหม่หนุน ขณะที่เงินเฟ้อไทยยังติดลบ นักลงทุนจับตาเฟด-กนง.ประชุมดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 6 สิงหาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/8) ที่ระดับ 32.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (5/8) ที่ระดับ 32.39/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลงแตะที่ระดับ 98.782
ค่าเงินได้รับแรงกดดันจากรายงานของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 50.1 ในเดือน ก.ค. จากระดับ 50.8 ในเดือน มิ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 51.5 ดัชนีได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของคำสั่งซื้อใหม่
ขณะที่การจ้างงานประสบภาวะหดตัว อย่างไรก็ดีดัชนีภาคบริการยังคงปรับตัวสูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวของภาคบริการ
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 16.0% สู่ระดับ 6.02 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 6.25 หมื่นล้านดอลลาร์ จากระดับ 7.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน พ.ค.
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือน ต.ค. และปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือน ธ.ค.
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน ก.ค. 68 อยู่ที่ 100.15 ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน -0.70% (YOY) จากตลาดคาด -0.4 ถึง -0.5% โดยอัตราเงินเฟ้อ ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาสินค้าในกลุ่มผักสด ผลไม้สด และของใช้ส่วนบุคคล ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานลดลง ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก และค่ากระแสไฟฟ้า ตามมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 7 เดือนแรกของปีนี้ สูงขึ้น 0.21%
ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน ก.ค. 68 อยู่ที่ 101.40 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.84% ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ย 7 เดือนแรกปีนี้ สูงขึ้น 0.95% แนวโน้มเงินเฟ้อ ส.ค.ยังติดลบ คาดพลิกเป็นบวกช่วง Q4/68 ในขณะที่ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการ สนค.คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ส.ค.ว่า จะยังอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับเดือน ก.ค.
โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อไตรมาส 3 จะยังติดลบอยู่ที่ระดับ -0.50% และจะกลับไปขยายตัวป็นบวกได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ทั้งนี้ยังคงประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีนี้ไว้ที่ 0.0-1.0% หรือค่ากลางที่ 0.50% แต่อาจจะมีการทบทวนตัวเลขเงินเฟ้อใหม่อีกครั้งในช่วงสิ้นไตรมาส 3
โดยขณะนี้ต้องขอรอดูตัวเลขให้นิ่งกว่านี้ก่อน ส่วนการที่เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง จะเป็นเหตุผลที่อาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ในการประชุมรอบวันที่ 13 ส.ค.นี้หรือไม่นั้น นายพูนพงษ์กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กนง. แต่ทั้งนี้เห็นว่าการตัดสินใจปรับดอกเบี้ยของ กนง.ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบกันไป ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.34-32.40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 32.38/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/7) ที่ระดับ 1.1565/66 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (7/8) ที่ระดับ 1.1540/41 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันอังคาร (5/8) โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงความหวังครั้งใหม่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับลดดอกเบี้ยในเดือนหน้า ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1570-1.1587 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1574/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/8) ที่ระดับ 147.66/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (5/8) ที่ระดับ 147.63/64 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทวงแรงงานญี่ปุ่น รายงานในวันนี้ (6/8) ว่า ค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน (Nominal Wage) หรือรายได้เงินสดเฉลี่ยต่อเดือนต่อหัวลูกจ้าง ซึ่งรวมถึงเงินเดือนพื้นฐานและค่าล่วงเวลา เพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือน พ.ค.
แม้ตัวเลขนี้จะต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 3.1% แต่ก็เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 เดือน ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลมาจากการเจรจาประจำปีกับนายจ้าง ทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
นอกจากนี้ ค่าจ้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น 2.1% ขณะที่ค่าจ้างไม่รวมโบนัสและค่าล่วงเวลา ก็เพิ่มขึ้น 2.3% ข้อมูลล่าสุดนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าค่าจ้างยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะทำให้ BOJ พิจาราขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ได้จัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุมเมื่อวันที่ 31 ก.ค.
โดยคณะกรรมการ BOJ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% ตามคาด และได้ปรับพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับปีงบประมาณ 2568 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า BOJ มีมุมมองบวกว่าการบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ จะช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถหลีกเลี่ยงการชะลอตัวลงอย่างรุนแรงได้
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ผู้ว่าการ BOJ ได้ส่งสัญญาณถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยว่าหากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการคาดการณ์ก็คาดว่าจะยังคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปรับระดับของการสนับสนุนทางการเงินให้สอดคล้องกับการที่เศรษฐกิจและเงินเฟ้อมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่า 147.30-147.71 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 147.78/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย (7/8), จำนวนผู้ขอรับวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (7/8), สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือน มิ.ย. สหรัฐ (7/8), คอมเมนต์จาก FOMC Member
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.25/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.4/-5.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ