‘เชน ธนา’ กับหนี้ 800 กว่าล้าน ยังสู้สุดใจเพื่อ ‘เจ้าหนี้ อมาโด้ และครอบครัว’
“เชน ธนา” เล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นทำธุรกิจในวัย 18 ปี ก่อนจับธุรกิจอาหารเสริมอมาโด้ เปรียบตัวเองเป็น สันติ ในซีรีส์สงครามส่งด่วน ในวันที่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของอมาโด้เต็มตัวกับตัวเลขหนี้เฉียดพันล้าน ที่ในวันนี้ต้องสู้สุดใจเพื่อ “เจ้าหนี้ อมาโด้ และครอบครัว”
“ยังไม่ถึงเวลาที่จะท้อ ผมคิดแบบนั้น”
“เชน ธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์” หรือ “เชน ธนา” บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในวันที่เล่าย้อนอดีตถึงที่มาของหนี้เกือบพันล้าน และชีวิตของเชน ธนา อดีตบอยแบนด์หนุ่มชื่อดัง หรือที่วันนี้ใคร ๆ ต่างเรียกขานเขาว่า “เชน อมาโด้”
“ผมเกิดมาในครอบครัวกงสี เป็นลูกชายคนที่ 3 ของบ้าน ตามธรรมเนียมจึงถือว่าหลุดกงสี พอโตเริ่มมีการพูดว่า ค่าเทอมของเราใครจะจ่าย พร้อมกับเกิดพายุลูกแรกในชีวิตที่แม่ตรวจพบเนื้องอก ธุรกิจของบ้านมีปัญหา ไม่มีเงิน เราในวัย 17-18 ปีที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการ จึงคิดแบบเด็กโลกสวยว่า จากนี้ไปค่าใช้จ่ายของตัวเองและค่ารักษาแม่เราจะหาเอง นั้นคือสารตั้งต้นที่ทำให้เชน ธนา มีภาระบนบ่าเยอะ”
เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาจึงเริ่มคำนวณว่าแต่ละเดือนต้องการรายได้เท่าไหร่จึงจะเพียงพอสำหรับตัวเองและแม่ที่เจ็บป่วย การเป็นนักร้องบอยแบนด์นั้น แม้วงจะไปได้ดี มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นตัวท็อปของวงการ แต่ค่าตัวที่ได้มาต้องหักภาษี แบ่งค่าย ก่อนจะนำมาหารกัน 4 คนในวง ตกมาถึงมือตัวเองจริง ๆ เพียงน้อยนิด เขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ด้วยเงินค่าตัวเพียงเท่านี้ไม่เพียงพอ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้เงินก้อนใหญ่จากการเป็นพรีเซ็นเตอร์มอเตอร์ไซค์ยี่ห้อหนึ่งกว่า 5 แสนบาท เชน ธนา จึงไม่รอช้าที่จะนำเงินไปลงทุน
“ตอนนั้นอายุ 19 ปี ผมเอาเงินไปลงทุนเปิดร้านกิ๊ฟช็อป แถวพารากอน ธุรกิจไปได้ดี มีกำไรประมาณเดือนละ 2 หมื่นบาท ตอนนั้นผมเริ่มใช้เงินเกินตัวครั้งแรก เพราะเราอยู่คอนโดฯ รอบข้างมีเสียงดัง ด้วยสภาวะต่าง ๆ ไม่เอื้อต่ออาการป่วยของแม่ที่มีเนื้องอกในสมองขนาด 1.9 มิลลิเมตร ซึ่งถ้าโตเป็น 2 มิลลิเมตรเมื่อไหร่ หมอบอกว่าแม่ไม่รอด และภาวะรอบข้างแบบนั้นทำให้เนื้องอกของแม่เริ่มโต เพราะความเครียด ผมจึงซื้อบ้าน ก่อนที่จะเจอฝันร้ายร้านต้องปิดตัวลงเพราะมีม็อบมาปิดแถวพารากอน การปิดร้านนั้นผมยังมีเงินเหลืออีกก้อน จึงนำมาเปิดร้านขายเสื้อแถว ๆ ประตูน้ำ ราชประสงค์ มีกำไรเดือนละเป็นล้าน เรากลายเป็นเด็กอายุเท่านั้นที่มีเงินเยอะมาก มีรถแพง ๆ ขับ แต่สุดท้ายบทเรียนชีวิตแรกก็มาถึง เมื่อมีม็อบมาปิดราชประสงค์ ครั้งนั้นเราล้มจริง ๆ เป็นเด็กอายุ 21 ที่มีก้อนแรกหนี้ 5 ล้านบาท กลายเป็นบทเรียนสำคัญถ้าไม่เคยเจ็บในวันนั้น วันนี้เราอาจจะเจ็บหนักกว่านี้”

เขามีหนี้ก้อนโตจากธุรกิจที่ล้มพร้อม ๆ กับที่วงอันเป็นที่รักไม่ได้รับการต่อสัญญา แต่เชน ธนา ในวัย 20 กว่า ๆ สู้สุดใจ เขาเซ็นสัญญาเป็นศิลปินเดี่ยว วิ่งไปของานจากผู้ใหญ่หลาย ๆ คนที่เคยเอ็นดูเขาแบบไม่อาย ประเมินตัวเองอีกครั้งว่าแต่ละเดือนต้องการรายได้เท่าไหร่ เพื่อปลดหนี้และดูแลตัวเอง ออกมาเป็นตัวเลขกลม ๆ เดือนละ 3 แสน และหากจะมีเดือนละเท่านั้น เขาต้องวิ่งออกงานวันละ 3 งาน เมื่อคำนวณแล้วว่าไม่ไหว เขาจึงไปขอสมัครงานกับคลินิกที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่ ด้วยความที่เขาเองถือว่าเป็นตัวท็อปของการเล่นโซเซียลฯ ในยุคแรก สามารถปั่นแคมเปญ “เพราะความสวยรอไม่ได้” ของคลินิกดังกล่าวให้ติดตลาด ติดหูกันทั่วบ้านทั่วเมือง คลินิกแห่งนั้นจึงเอ็นดู และจ้างเชน ธนาเป็นพนักงานประจำ ได้เงินเดือนเริ่มต้น 2 หมื่นบาท นั้นคือจุดเริ่มต้นที่เขาเริ่มเห็นแสงสว่าง เม็ดเงินจากการขาย “อาหารเสริม”
“ชีวิตนักร้องของผมจบลงแล้ว เราหันมาทำงานคลินิกจริงจัง แคมเปญที่เราทำไปได้สวย เขาให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเงินเดือน 1.2 แสนต่อเดือน แต่เมื่อเงินเดือนเยอะก็มาพร้อมกับภาระที่เพิ่มขึ้น ผมถูกมอบหมายให้ทำเกี่ยวกับซัพพรีเมนต์ อาหารเสริม เราพบว่าผู้หญิงยอมจ่ายเพื่อความสวย และอาหารเสริมเป็นราคาที่คนจะจ่ายไม่ยาก กำไรมหาศาล จึงอยากทำเอง เราจึงกระโดดใส่ธุรกิจการทำอมาโด้”
“จริง ๆ อมาโด้เป็นสตาร์ตอัพครับ และสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครทราบ คืออมาโด้ เริ่มต้นด้วยเงินทุน 5 ล้านบาทจากนายทุน ผมเหมือนสันติ ในสงคราม ส่งด่วน เมื่อมีการเพิ่มทุนไปมา กลายเป็นผมมีหุ้นในบริษัทเพียง 9% ในวันนั้นผมไม่ใช่เจ้าของอมาโด้ แต่คนก็จำไปแล้วว่าเชน ธนา คืออมาโด้”
แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เชน ธนา ยังมีความเชื่อว่าด้วยจำนวนหุ้นที่มี ถ้าขายของดี ปั๊มยอดได้ รายได้ของเขาก็อาจจะมี 100 ล้าน 1,000 ล้าน ได้เหมือนกัน เขาจึงตั้งใจลงทุนลงแรงกับบริษัทนี้ ก่อนที่อมาโด้ล้มลงครั้งแรกเมื่อมีข่าวอาหารเสริมไม่มี อย. ดังกระหึ่มขึ้น
“มันไม่ใช่อมาโด้ แต่คนก็ตัดสินไปแล้วว่าใช่ ผู้ถือหุ้นของผมในตอนนั้นเขามีแผนชีวิตของเขา เขาไม่อยากโดนกล่าวถึง จึงถอนความรับผิดชอบออกไป ต่อมาก็เจอเรื่องโควิดอีก รายได้เราหาย ผู้ถือหุ้นก็ถอนทุน แต่รายจ่ายยังอยู่เท่าเดิม ตัวเลขหนี้คิดออกมาประมาณ 881 ล้านบาท เชนธนามีหุ้น 9% แต่ถ้าอมาโด้ล้ม เชนธนาจะล้มไปด้วย ผมรู้สึกว่าผมล้มไม่ได้ และยังมีความหวังว่าเราจะปั๊มยอดขาย หนี้ 881 ล้านบาท ผมจะแก้ได้ก็ต่อเมื่อผมต้องเป็นเจ้าของอมาโด้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม”
เชน ธนา จึงวิ่งหานายทุน ไลฟ์ขายของ ทำทุกทางเพื่อหารายได้มาเพิ่มทุนให้อมาโด้ เพิ่มหุ้นให้ตัวเอง ผ่านการตบตีเรื่องหุ้นจนขึ้นโรงขึ้นศาล จนในวันนี้เขาเป็นผู้ถือหุ้น 70% ของอมาโด้ ได้เป็นเจ้าของธุรกิจที่เขารักจริง ๆ เสียที
“มีนักลงทุนกลุ่มใหม่เขามาช่วย และช่วงปี 2566 อมาโด้กลับมามีกำไร 60 ล้านบาท หนี้ตอนนี้เหลือประมาน 600 ล้านกลาง ๆ ผมเคยคุยกับผู้ถือหุ้นว่าตอนนี้อมาโด้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ ไม่ใช่ด้วยการขายอาหารเสริมอีกแล้ว แต่เพราะเชนธนาใช้ชื่อเสียงของตัวเองที่มีขายทุกอย่าง ทำงานทุกอย่างแล้วรับรายได้มาเป็นของอมาโด้ บริษัทจึงมีรายได้ ผู้ถือหุ้นเข้าใจในส่วนนี้เป็นอย่างดี รายได้หลัก ๆ ของเราตอนนี้มาจากการขายของในติ๊กต๊อก ขายของทางออนไลน์ ลูกค้าของอมาโด้ยังอยู่ ผมจะทำทุกทางเพื่อให้เขากลับมา”
เขาเล่าว่า ทุกเช้าที่ตื่นมา คำพูดแรก ๆ ที่มักจะคุยกับภรรยาคือ “วันนี้ต้องจ่ายเจ้าไหน” เขาทราบดีว่าในการเป็นลูกหนี้นั้นไม่ใช่แค่เชน ธนา ลำบาก แต่เจ้าหนี้เองก็ลำบากเช่นกัน และอาจไม่ใช่เจ้าหนี้ทุกคนที่ชื่นชมเขา แต่เขาจะยังคงสู้เพื่อหาเงินใช้หนี้ เพื่ออมาโด้ และครอบครัวที่เขารัก
“ยังไม่ถึงเวลาที่จะท้อ ผมคิดแบบนั้น ผมเคยทำได้ และยังเชื่อว่าจะทำได้ ผมจะหาเงินมาเพิ่มทุนอมาโด้ให้ฟื้นให้ได้ เพราะฉะนั้นเจ้าหนี้ไม่ต้องกลัว ทุกบาททุกสตางค์ผมจะหามาทำให้อมาโด้ฟื้นเร็วที่สุด” เขายืนยันเป็นคำมั่นสัญญา