ดอลลาร์แข็งค่า จับตาประชุมสันติภาพสหรัฐ ยูเครน
ดอลลาร์
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/08) ที่ระดับ 32.46/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/08) ที่ระดับ 32.42/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
หลังการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ผสมผสานในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์กมีการเปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) พุ่งขึ้นสู่ระดับ 11.9 ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2567 จากระดับ 5.5 ในเดือน ก.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -1.2 รวมถึงกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือน ก.ค.
เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.6% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือน มิ.ย. ขณะที่ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 58.6 ในเดือน ส.ค. และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 61.9 จากระดับ 61.7 ในเดือน ก.ค.
โดยได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ผู้บริโภคคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 4.9% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ก.ค.ที่ระดับ 4.5% นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.9% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ก.ค.ที่ระดับ 3.4% โดยตลาดจับตาการประชุม Jackson Hole ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้
เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางนโยบายของเฟดต่อไป โดยสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงานสหรัฐ ผนวกกับแรงกดดันเงินเฟ้อจากภาษีนำเข้า อาจสร้างความลำบากให้กับเฟดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ตลาดให้น้ำหนัก 93% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือน ก.ย. ซึ่งจะเป็นการปรับลดครั้งแรกของปีนี้ และอาจตามมาด้วยอีกครั้งก่อนสิ้นปี
ขณะที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐในส่วนภาษีนำเข้าสินค้าใหม่สำหรับเซมิคอนดักเตอร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (15/08) ว่า รัฐบาลสหรัฐจะประกาศอัตราภาษีนำเข้าสินค้าใหม่ในสัปดาห์หน้า หรือสัปดาห์ถัดไป พร้อมทั้งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมกับเหล็กนำเข้าโดยยังเสริมอีกว่า บริษัทที่สัญญาว่าจะสร้างโรงผลิตชิปภายในประเทศอาจได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในช่วงแรก
โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15/08) ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยผ่านแผลตฟอร์ม Truth Social ของตน หลังสนทนาทางโทรศัพท์ร่วมกับผู้นำยุโรปและชาติสมาชิก NATO ว่าการประชุมร่วมกับปูติน เป็นไปด้วยดีอย่างยิ่ง และ “ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันเลวร้ายระหว่างรัสเซียและยูเครน คือการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ
ซึ่งจะทำให้สงครามสงบลงได้ ไม่ใช่แค่ข้อตกลงหยุดยิงที่มักจะไม่ได้ผล” อีกทั้งในช่วงค่ำวันอาทิตย์ (17/08) ก่อนหน้าการประชุมกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และบรรดาผู้นำยุโรป ที่ทำเนียบขาวยังได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผู้นำยูเครนสามารถเลือกที่จะยุติสงครามกับรัสเซียได้ “แทบจะในทันที” แต่ต้องยอมรับเงื่อนไขว่าจะไม่สามารถทวงคืนดินแดนไครเมีย และไม่สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ได้
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ (18/08) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาสที่ 2/68 ขยายตัว 2.8% จากตลาดคาด 2.5-2.7% แต่ชะลอลงจากในไตรมาส 1/68 โดยปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของการผลิตภาคนอกเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขณะที่การผลิตภาคเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง
สำหรับด้านการใช้จ่าย การอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชน และการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคขั้นสุดท้ายของรัฐบาลชะลอตัวลง การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การสะสมทุนถาวรเบื้องต้น และการนำเข้าสินค้าและบริการเร่งตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มที่จะได้รับแรงสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายจ่าย ลงทุนภาครัฐ การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรและหมวดยานพาหนะ ในภาคการท่องเที่ยวโดยจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กรกฎาคม) อยู่ที่ 19.3 ล้านคน ลดลงร้อยละ 6.4 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
เป็นผลมาจากการลดลงของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ส่งผลให้ในปี 2568 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาไทยรวมทั้งสิ้น 33.0 ล้านคน ทั้งนี้ นักลงทุนรอการเปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชยที่จะรายงานภาวะการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) เดือน ก.ค. ซึ่งอาจเริ่มสะท้อนผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐที่ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.42-32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.44/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/08) ที่ระดับ 1.1708/09 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/08) ที่ระดับ 1.1688/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ โดยนักลงทุนจับตาการพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ที่ทำเนียบขาวในวันนี้ หลังจากการประชุมสุดยอดระหว่าง ปธน.ทรัมป์ และ ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย จบลงโดยไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครน ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1670-1.1716 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1674/75 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/08) ที่ระดับ 147.33/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/08) ที่ระดับ 146.80/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูล GDP ของญี่ปุ่น ในวันศุกร์ (15/08) ที่แข็งแกร่งเกินคาด และความคาดหวังที่สูงขึ้นเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น
ขณะที่นักลงทุนรอดูสถานการณ์ทางการเมืองเนื่องจากยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ของญี่ปุ่นจะสามารถนำรัฐบาลต่อไปได้หรือไม่ หลังจากพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาเสียงข้างมากในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 147.02-147.58 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 147.43/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีตลาดการเคหะจากสมาคมผู้สร้างบ้านสหรัฐ (NAHB) เดือน ส.ค. (18/08), จำนวนที่อยู่อาศัยเริ่มสร้าง เดือน ก.ค. (18/08), แบบจำลอง GDPNow ของธนาคารกลางแอตแลนตา (ไตรมาส 3) (19/08), สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ (20/08), รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) (21/08), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (21/08), ดัชนีภาคการผลิตจากธนาคารกลางรัฐฟิลาเดลเฟีย เดือน ส.ค. (21/08), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต เดือน ส.ค. (21/08), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือน ส.ค. (21/08), ยอดขายบ้านมือสอง เดือน ก.ค.(21/08), คำกล่าวของนายพาวเวลล์ (Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (22/08)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.75/-8.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6/-5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ