บุรณิน รัตนสมบัติ “ใช้แบรนด์ไทย-เติมน้ำมันไทยบาย ปตท.”
เดินหน้าสร้างความภาคภูมิใจไปอีกขั้น สำหรับบริษัทน้ำมันคนไทย กับมาตรฐาน API SN PLUS มาตรฐานสูงสุดของโลกในปัจจุบันที่นำมาทดแทนมาตรฐาน API SN ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2554
“บุรณิน รัตนสมบัติ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดใจคุยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแกนหลักในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นไทยจนทั่วโลกให้การยอมรับ
Q : ฉายภาพตลาดน้ำมันเครื่อง
วันนี้ตลาดน้ำมันหล่อลื่น หรือน้ำมันเครื่อง ยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรงอยู่เช่นเดิม และตลอดเวลา เนื่องจากสินค้าในตลาดมีความหลายหลากและมีเซ็กเมนต์ค่อนข้างมาก ทั้งโลคอลแบรนด์ ไปจนถึงอินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์ ถ้าให้นับจริง ๆ น่าจะมีมากกว่า 100 แบรนด์ ทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่จะใช้กลยุทธ์ด้านราคามาเป็นตัวขับเคลื่อน ขณะที่ตลาดระดับไฮเอนด์จะไปมองกันที่เรื่องของเทคโนโลยี และประสิทธิภาพของการปกป้องเครื่องยนต์ ปัจจุบันหากจะแบ่งสัดส่วนของตลาดน้ำมันเครื่อง แบ่งออกได้เป็น น้ำมันเครื่องกลุ่มสังเคราะห์ 100% คิดเป็น 10% ของตลาดรวม ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มกึ่งสังเคราะห์ ประมาณ 70% และทั่วไป 20%
Q : ปตท.ได้รับมาตรฐานใหม่นี้เป็นรายแรก
เราเพิ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน API SN PLUS เป็นมาตรฐานสูงสุดของโลกในปัจจุบัน โดยได้รับการอนุมัติเพื่อวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อทดแทนมาตรฐาน API SN ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2554 และ ปตท.เป็นแบรนด์ของคนไทยรายแรกที่ได้รับมาตรฐานนี้ น้ำมันเครื่องเบนซิน ปตท.เพอร์ฟอร์มา ซูเปอร์ ซินเธติค SAE 0W-20 มาตรฐาน API SN PLUS ซึ่งบริษัทต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รองรับเทคโนโลยีเครื่องยนต์เบนซิน ประเภท turbo GDI ซึ่งสอดรับกับเทคโนโลยียานยนต์ ที่พัฒนาขนาดเครื่องยนต์เล็กลง แต่ยังคงให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดี ให้แรงม้าและแรงบิดสูง ประหยัดน้ำมัน และลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งเครื่องยนต์ประเภทนี้อาจจะมีโอกาสเกิดปัญหาการชิงจุดระเบิดที่รอบเครื่องยนต์ต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้ชิ้นส่วนเครื่องยนต์เกิดการสึกหรอหรือเสียหายได้ ดังนั้นการเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่เหมาะสม จะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมาก และ ปตท. เพอร์ฟอร์มา ซูเปอร์ ซินเธติค SAE 0W-20 มาตรฐาน API SN PLUS ช่วยป้องกันการชิงจุดระเบิดก่อนให้ลดลงได้ 4 เท่า
Q : มองอนาคตน้ำมันเครื่อง ปตท.อย่างไร
สำหรับปีนี้ บริษัทตั้งเป้าว่าจะพยายามเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายของน้ำมันเครื่องให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายในประเทศอยู่ที่ 85% และส่งออกประมาณ 15% เพิ่มขึ้น และแบ่งเป็นการจำหน่ายในตลาดน้ำมันเครื่องสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ 60% และภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีก 40% ปตท.จะมียอดการขายน้ำมันเครื่อง 190 ล้านลิตร โดยจะพยายามเพิ่มสัดส่วนการขายในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น และในจำนวนนี้จะเป็นการจำหน่ายในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ 90 ล้านลิตร และคาดว่าจะเป็นการจำหน่ายในส่วนของน้ำมันซินเธติกเพิ่มขึ้นจากเดิม 5% เป็น 10% ให้ได้ ตอนนี้ตลาดในประเทศหลังจากได้ปรับวิธีการจำหน่าย โดยเน้นใช้ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น และการขยายศูนย์บริการรถยนต์ฟิตออโต้ แล้วยังมีแผนที่จะรุกตลาดกลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์, ตลาดฟลีตและกลุ่มศูนย์บริการรถยนต์นำเข้า หรือเกรย์มาร์เก็ตซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของน้ำมันเครื่องซินเธติก และจะเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้น รวมทั้งการเข้าไปขยายตลาดกลุ่มน้ำมันเครื่องยนต์ดีเซล ในกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการขนส่ง ทั้งไปรษณีย์ไทย เคอรี่ ฯลฯ เนื่องจากธุรกิจการขายสินค้าออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และนี้ถือเป็นการก้าวรุกอีกครั้งสำคัญของน้ำมันเครื่อง ปตท. ที่พร้อมเติบโตต่อไปอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง
Q : แผนและกลยุทธ์การบุกตลาด
แน่นอนว่าตลาดน้ำมันเครื่องปัจจุบันมี 2 ตลาดหลัก คือ 1.ตลาดในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และ 2.ตลาดอุตสาหกรรมทั่วไป ซึ่งบริษัทก็จะบุกตลาดนี้เพิ่มมากขึ้น เช่น เครื่องจักรอุตสาหกรรม, เกียร์อุตสาหกรรม ซึ่งใช้ในการผลิตไฟฟ้า, หัวเข็มทอผ้า ฯลฯ ซึ่งบริษัทจะเข้าไปดูแลในลักษณะเคสบายเคส โดยจะนำเสนอเข้าไปใน 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ สินค้า, ประสบการณ์ และโซลูชั่น โดยเข้าไปดูแลลูกค้าทั้งระบบ ช่วยกันคิดและพัฒนาสินค้า หรือกระบวนการร่วมกัน เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลาย และเป็นการขยายไลน์ให้กับธุรกิจน้ำมันเครื่องของบริษัท ควบคู่ไปกับการเดินหน้าทำตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น จากที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยัง 40 ประเทศทั่วโลก
Q : ความคืบหน้าการบุกตลาดจีน
สินค้าของ ปตท.ถือว่าได้รับความนิยม และเป็นแบรนด์ระดับอินเตอร์ที่ลูกค้าให้การยอมรับ โดยเฉพาะประเทศแถบอเมริกาใต้, โมร็อกโก, เคนยา, บังกลาเทศ, อัฟกานิสถาน ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการออกงานโชว์ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีการออกบูทไปจัดแสดงตามงานต่าง ๆ ซึ่งประเทศพวกนี้ให้ความเชื่อมั่น และมั่นใจในคุณภาพของน้ำมันเครื่องของ
ปตท. ส่วนแผนบุกเข้าไปสร้างตลาดในจีน เนื่องจากเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ และมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการมองหาโอกาสที่จะบุกตลาดโออีเอ็ม หรือโรงงานผลิตรถยนต์ของจีน เพื่อนำเสนอสินค้าของ ปตท. ซึ่งหากสามารถทำได้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีของ ปตท. และสินค้าไทย ซึ่งบริษัทมีแผนเข้าไปตั้งบริษัท พีทีที โออาร์ ไชน่า จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจในจีน คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ราวเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ทั้งในส่วนของตลาดน้ำมันหล่อลื่น ร้านกาแฟอเมซอน และหากมีความเป็นไปได้ ก็อาจจะมีการพิจารณานำศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ฟิตออโต้เข้าไปด้วย หาก ปตท.สามารถเข้าไปเจาะตลาดได้ น่าจะเป็นโอกาสที่ดี โดยเฉพาะตลาดของโรงงานผลิตรถยนต์ หากเขาวางใจเลือกใช้สินค้าของเรา ซึ่งเราขายในจีนวันนี้ที่ 3-4 ล้านลิตรเท่านั้น
ซึ่งหากเราจะโต อนาคตอาจจะต้องมีโรงงานผลิตที่นั่น เราจะใช้กลยุทธ์ทั้งรุกและรับในจีน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ