‘ดีลเมกเกอร์’ ทางการเมืองอย่าง ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ ถูกพูดถึงอีกครั้งเปิดหลังปฏิบัติการข้ามขั้วตีจากพรรคเพื่อไทย นายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร ขน สส.พรรคกล้าธรรม เข้าร่วมฟอร์มทีมรัฐบาลเสียงข้างน้อยกับ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ของ ‘เสี่ยหนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการข้ามขั้วของชายที่เคยบอกว่าตัวเองเป็น “เส้นเลือดใหญ่ เลี้ยงหัวใจรัฐบาล” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และครั้งล่าสุดก็อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย สำหรับนักการเมืองมากฉายารายนี้
เส้นทางชีวิต ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เกิดเมื่อปี 2508 ที่จังหวัดพะเยา เติบโตในครอบครัวคนท้องถิ่น ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 25 และต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 36 เส้นทางทหารในช่วงแรกทำให้เขามีเครือข่ายสำคัญเป็น “คนกว้างขวาง” ทั้งเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นพี่รุ่นน้อง ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองที่ทรงพลัง
ในช่วงหลังเขาเบนเข็มจากทหารสู่วงการธุรกิจท้องถิ่น ด้านความปลอดภัยและอสังหาริมทรัพย์ในภาคเหนือ รวมถึงสร้างเนื้อสร้างตัวจากการค้าขายสลากกินแบ่งรัฐบาลรายใหญ่
การมีฐานธุรกิจและการเงินแข็งแรงทำให้ธรรมนัสสามารถสร้างบารมีและอิทธิพลในพื้นที่บ้านเกิด ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเมืองเต็มตัว
คมเขี้ยวทางการเมือง
เขาไม่ค่อยออกหน้าในเชิงนโยบาย แต่กลับโดดเด่นในบทบาท “ผู้จัดการเสียง” ซึ่งมีราคาสูงในรัฐบาลผสมที่เสียงปริ่มน้ำ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเลือกตั้งปี 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล ธรรมนัสในฐานะผู้กุมเสียง สส. กลุ่มเล็กและเครือข่ายภาคเหนือ ถูกยกให้เป็น “มือประสาน” ในการรวบรวมเสียงสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนเจ้าตัวเคยพูดเองว่า “ผมคือเส้นเลือดใหญ่ของรัฐบาล”
ทีเด็ดของเขาคือความเป็นคนกว้างใจ ใจนักเลง ใจถึงพึ่งได้ เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและนอกสภา การสร้างสัมพันธ์กับนักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงการใช้ฐานธุรกิจและความช่วยเหลือด้านต่างๆ ทำให้เขาสามารถรักษาอิทธิพลในพื้นที่และต่อรองบนโต๊ะการเมืองระดับชาติได้
“ผมเปรียบเหมือนคนเลี้ยงลิง เลยต้องเอากล้วยให้ลิงกินตลอดเวลา ขณะนี้เชื่อว่ากินจนอิ่มแล้ว น่าจะพอได้แล้ว” ผู้กองธรรมนัส เคยกล่าวเมื่อ 7 ก.ย. 2562 หลังเคลียร์ใจกับบรรดาพรรคเล็กที่ขู่ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล
จากไทยรักไทยถึงกล้าธรรม
เส้นทางการเมืองของธรรมนัสสะท้อนให้เห็นว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวกับทุกสมการอำนาจ
เริ่มต้นกับ พรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2542 ในฐานะสมาชิก และเปิดตัวลงสมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2557 ก่อนกระโดดมาร่วมกับ พรรคพลังประชารัฐ ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ เป็นกำลังสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลปี 2562
ปี 2565 ถูกขับพ้นจากพรรคพลังประชารัฐ ย้ายเข้าสู่ ‘พรรคเศรษฐกิจไทย’ และกลับไปอยู่พลังประชารัฐกับ ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อีกครั้ง
ต่อมาเมื่อราวเดือน ส.ค.2567 เจ้าตัวประกาศอิสรภาพออกจากพรรคพลังประชารัฐ ไปตั้งแถวใหม่ของตัวเอง เข้าสังกัด “พรรคกล้าธรรม”
ทุกครั้งที่เปลี่ยนขั้ว หลายคนตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วเขาอาจไม่ได้ยึดติดกับอุดมการณ์ แต่ใช้การเมืองในฐานะ ‘เครื่องมือจัดการอำนาจ’ และรักษาสถานะตัวแปรสำคัญในสมการรัฐบาล
วาทะกรรมที่สังคมจำไม่มีวันลืม
ตลอดเส้นทาง ธรรมนัสทิ้งวาทะที่กลายเป็น “ตราประทับ” ในการเมืองไทย
“มันคือแป้ง” กลายเป็นคำพูดที่ถูกขยายต่อบนโลกออนไลน์ แม้จะเป็นคดีที่เจ้าตัวอยากให้ลืม แต่กลับทำให้ชื่อธรรมนัสติดหูคนทั่วไป
“มือเลี้ยงกล้วย” สะท้อนบทบาทการดูแล สส. ฝ่ายรัฐบาล ให้มีเอกภาพในการลงมติ
“ผมคือเส้นเลือดใหญ่รัฐบาล” วาทะที่ทำให้เห็นถึงการยอมรับบทบาทตนเองในฐานะผู้ประสานเสียง
ไม่ว่าวาทะเหล่านี้จะถูกตีความในเชิงบวกหรือลบ แต่ก็ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของธรรมนัสในฐานะนักการเมืองที่ ‘ยืนอยู่กลางวง’ ของอำนาจ

ชี้แจงการเปลี่ยนขั้วการเมือง ย้ำไม่ลืมบุญคุณใคร
ล่าสุด (3 กันยายน 2568) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ไว้ใจคนผิด” โดยธรรมนัสกล่าวว่า ตนไม่ลืมบุญคุณใคร แต่ไม่จำเป็นต้องพูดถึงสิ่งที่เคยทำให้ใคร พร้อมย้ำว่าอายุ 60 ปีแล้ว มีครอบครัวใหญ่ และยังคงสำนึกในบุญคุณของผู้มีพระคุณเสมอ
เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกต่อคำพูดของนายทักษิณ ธรรมนัสตอบว่า “อย่าไปคิดมาก” และเมื่อถูกถามว่าจะกลับไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยอีกหรือไม่ เขาเน้นว่าขณะนี้ประเทศกำลังเผชิญวิกฤต จึงต้องหาทางออก และบางเรื่องก็ไม่ควรพูดออกมา
ธรรมนัสยังกล่าวว่า แม้ไม่ได้อยู่ในพรรคเสียงข้างมาก แต่ก็มีการพูดคุยกับ สส.จากหลายพรรคเพื่อหาทางออกให้ประเทศ พร้อมปฏิเสธที่จะวิจารณ์พรรคใดโดยตรง โดยระบุว่า ทุกพรรคมีแนวทางของตนเอง และการเมืองไม่ควรตัดสินกันด้วยเรื่องบุญคุณหรือการหักหลัง
ในประเด็นข่าวลือเรื่องการกลับมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรี ธรรมนัสปฏิเสธว่าไม่มีข้อเสนอหรือการตกลงใด ๆ และกล่าวว่า “ขอให้ได้นายกฯก่อน” ก่อนจะพูดถึงการเปลี่ยนขั้วว่าเป็นการหาทางออกทางการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซากเหมือนในอดีต
