Skip to content

ไทยส่งทองคำไปกัมพูชามากผิดปกติ หวั่นกระทบบาทแข็ง เอี่ยวธุรกิจใต้ดิน

11 ก.ย. 2568 | 15:42น.
ไทยส่งทองคำไปกัมพูชามากผิดปกติ หวั่นกระทบบาทแข็ง เอี่ยวธุรกิจใต้ดิน

‘เกรียงไกร’ ชี้ กกร. มองการส่งออกทองคำไทยไปกัมพูชา มีความผิดปกติ อาจมีทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย หวั่นทำให้ค่าเงินบาทแข็ง เตรียมหารือแบงก์ชาติ และภาครัฐ เพื่อหาแนวทางแก้ไข

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทไทยที่ค่อนข้างแข็งค่าอยู่ขณะนี้ว่า เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 31.70 บาท และมาอยู่ที่ 31.60 บาท ซึ่งหลายคนมองว่ามีโอกาสจะไปแตะที่ 31.50 บาท โดยเรื่องนี้ทาง กกร.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งสัญญาณเรียบร้อยแล้วว่าเงินบาทเข้าสู่สภาวะแข็งเกินความจำเป็นแล้ว

นายเกรียงไกรระบุว่า ค่าเงินบาทที่แข็งขนาดนี้ไม่สะท้อนกับสภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่ดี กำลังการซื้อไม่ดี ซึ่งปกติแล้วสถานการณ์แบบนี้ค่าเงินบาทควรจะอ่อน แต่ตามที่หลายคนบอกว่าปัญหาตอนนี้คือค่าเงินสหรัฐอ่อนตัว ทำให้เงินในภูมิภาคนี้แข็งค่าขึ้นซึ่งก็เป็นเรื่องจริง โดยตั้งแต่ครึ่งปีมาจนถึงปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้วกว่า 7% เป็นอันดับที่สองในภูมิภาครองจากไต้หวันเท่านั้น เพราะฉะนั้น ปัญหาที่จะกระทบผู้ส่งออก มีทั้งปัญหาที่โดนภาษีนำเข้าของสหรัฐ 19% และต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินซ้ำอีก

นายเกรียงไกรกล่าวว่า ที่สำคัญกว่านั้นไม่ใช่เฉพาะภาคส่งออก แต่รวมถึงภาคการท่องเที่ยวด้วยที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยพยายามจะเร่งฟื้นในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งถ้าหากค่าเงินของไทยแข็ง หมายความว่านักท่องเที่ยวที่อยากมาเที่ยวไทย อาจจะลังเลและเบี่ยงเบนไปเที่ยวประเทศอื่นมากกว่า เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น

นายเกรียงไกรระบุว่า กกร.ได้เห็นความผิดปกติบางอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งออกทองคำ ซึ่งอาจจะมีผลที่ทำให้ค่าเงินของไทยแข็ง โดย กกร.กำลังลงรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้ง และจะมีการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาล ในการลงรายละเอียดที่ชัดเจนและหาแนวทางแก้ไขต่อไป

พร้อมยกตัวอย่างการส่งออกไปกัมพูชา หมวดที่สูงมากคืออัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งทำให้ต้องตั้งข้อสังเกตว่ากัมพูชาเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่ทำไมไทยถึงมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าประเภทนี้ไปค่อนข้างเยอะ แต่หลังจากที่ กกร.ไปดูในรายละเอียดกลับพบว่าเป็นทองคำส่วนใหญ่ ในสัดส่วนการส่งออกสินค้าหมวดหมู่นี้

จากที่ทราบกันดีว่าประเทศกัมพูชามีปัญหาในเรื่องของสแกมเมอร์ที่ค่อนข้างเยอะจึงทำให้ กกร. จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าทำไมประเทศไทยส่งออกทองคำที่กัมพูชาค่อนข้างเยอะและมากผิดปกติ และมีความกังวลว่า เรื่องนี้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจใต้ดินหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามและจับตาดูต่อไป เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด

การตั้งข้อสังเกตในปัจจัยดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ กกร.ยังไม่ได้ยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรื่องนี้อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่คาดไม่ถึงเพราะเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ

ทั้งนี้ การส่งออกทองคำไปกัมพูชาอาจจะมีทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งก็ต้องดูที่รายละเอียดกันอีกครั้งหลังการหารือร่วมกับรัฐบาล

สำหรับตัวเลขการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชานั้น อยู่ที่หลักหมื่นล้านบาท ส่วนสัดส่วนที่แน่ชัดจะต้องตรวจสอบอีกครั้ง แต่ปกติที่ผ่านมาตัวเลขจะไม่เยอะเท่านี้ ซึ่งนอกจากปัญหาอื่นก็แน่นอนว่าเรื่องนี้ส่งผลต่อค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยไม่ดี และขณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง.ลดดอกเบี้ยไป 0.25% แล้ว เงินบาทต้องอ่อนค่าแต่กลับแข็งขึ้น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันถือว่าผิดปกติ

สมาคมค้าทองฯ จี้เปิดที่มาที่ไป

ทางด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึงกรณี กกร. ระบุว่า พบการส่งออกทองคำไปประเทศกัมพูชาอย่างผิดปกติ ซึ่งกระทบทำให้เงินบาทแข็งค่า ว่าตนคิดว่าข่าวเรื่องนี้ น่าจะมีความสับสนอยู่บ้าง เพราะอ้างตัวเลขส่งออกสูง ๆ เป็นหมื่นล้านบาท ซึ่งยังไม่ทราบที่มาชัดเจน และดูแล้วน่าจะเป็นไปไม่ได้ โดยหากไปรวมอยู่ในหมวดอัญมณี อัญมณีก็จะไม่ใช่ทองคำ

ทั้งนี้ ตนเองยังไม่แน่ใจว่า ทาง กกร. ใช้ข้อมูลตัวเลขจากไหนมาอ้างอิง มีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งเท่าที่ตนตรวจสอบก็ยังไม่มีหน่วยงานที่ยืนยันตัวเลขดังกล่าว

“เมืองไทยนำเข้าทองคำ เราไม่มีเหมืองทองเยอะ ๆ ส่วนใหญ่จึงนำเข้ามา ซึ่งก็ไม่ได้นำเข้ามามาก ดังนั้น จะส่งออกไปเยอะ ๆ มากกว่าการนำเข้าได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ แล้วอีกประเด็นที่น่าสงสัย ประเทศเพื่อนบ้านจะมีภาษี แล้วธุรกรรมต้องผ่านธนาคาร ทั่วโลกมี ปปง. ควบคุมหมด ถ้าส่งออกไป ก็ต้องมีตัวเลขทางการ ต้องผ่านกรมศุลกากร ผ่านแบงก์ พวกนี้อ้างอิง จึงสงสัยว่า ตัวเลขที่อ้างว่าส่งออกไปเยอะ ๆ มาจากไหน ใครเป็นผู้ส่งออก และใครเป็นผู้นำเข้า” นายจิตติกล่าว