กรมสรรพสามิตประกาศเกณฑ์ใหม่ผลิตสุรารายย่อย ต้องเป็นนิติบุคคลไทย ถือหุ้นเกิน 51% กำลังการผลิตขั้นต่ำเบียร์ 100,000 ลิตร/ปี สุรากลั่น 30,000 ลิตร/ปี เสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 60,000 บาทต่อ 3 ปี แม้เปิดโอกาสให้ชุมชนทำธุรกิจสุราได้มากขึ้น แต่ยังถูกมองว่าต้นทุนสูง-ขั้นตอนซับซ้อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสรรพสามิต เปิดเผยรายละเอียด “การขออนุญาตผลิตสุราทุกชนิด” ภายใต้ กฎหมายสุราชุมชน 2568 ซึ่งกำหนดเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนสำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจผลิตสุรารายย่อย ตั้งแต่สุราแช่ สุรากลั่น ไปจนถึงคราฟต์เบียร์ โดยมีสาระสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรู้ ดังนี้
คุณสมบัติผู้ขออนุญาต
- ต้องเป็น บริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย และผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 51%
- สำหรับสุรากลั่น ผู้ขอต้องมีสัญชาติไทยและมีหุ้นสัญชาติไทยเกินครึ่ง
- ผู้ผลิตเพื่อการส่งออกหรือจำหน่ายในราชอาณาจักร ต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย
หลักเกณฑ์โรงงานผลิต
- เบียร์ : กำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 100,000 ลิตรต่อปี แต่ไม่เกิน 1,000,000 ลิตรต่อปี
- สุรากลั่นพิเศษ/สุรากลั่นชนิดอื่น : ผลิตไม่ต่ำกว่า 30,000 ลิตรต่อปี และไม่เกิน 90,000 ลิตรต่อวัน
- โรงงานสุรากลั่นเอทานอล ต้องใช้เทคโนโลยีผลิตที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และเชื่อมโยงระบบข้อมูลแบบออนไลน์
ขั้นตอนยื่นคำขอ
-
ยื่นแบบฟอร์มพร้อมเอกสารที่กำหนดต่อสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่
-
ตรวจสอบความถูกต้อง และตรวจสอบสถานที่
-
รอผลการพิจารณา
-
เมื่ออนุมัติ ชำระค่าธรรมเนียมและรับใบอนุญาต
กำหนดเวลา ดำเนินการภายใน 30 วันนับจากเอกสารครบถ้วน (ไม่รวมเวลาตรวจสถานที่)
ค่าธรรมเนียม
- ใบอนุญาต ฉบับละ 60,000 บาท
- อายุใบอนุญาต 3 ปี
เงื่อนไขเพิ่มเติม
- โรงงานผลิตที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 600,000 ลิตรต่อเดือน ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
- ต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมคุณภาพสุรา เช่น ปริมาณแอลกอฮอล์ ความสะอาด และการติดฉลาก
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องติดตามการออก กฎกระทรวง ที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าการ “เปิดเสรีสุรา” จะทำได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นภาษี มาตรฐานคุณภาพ และข้อจำกัดเชิงเทคนิคต่าง ๆ
