อ.ต.ก. ปักหมุด “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมสินค้าเกษตรท้องถิ่น สู่ผู้บริโภคไทย-ตลาดญี่ปุ่น
จากงานแฟร์ 4 ภาคในขอนแก่น ตลาดสินค้าเกษตรมูลค่าสูงใจกลางกรุงเทพฯ ไปจนถึงการส่งออกมะม่วงกว่า 100 ตันสู่ญี่ปุ่น สะท้อนทิศทางใหม่ขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. ที่กำลังขยับบทบาทจากผู้บริหารพื้นที่จำหน่ายสินค้าเกษตร สู่การเป็นกลไกเชื่อมตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแก้โจทย์สำคัญของเกษตรกรไทยที่แม้ผลิตสินค้าได้ดี แต่ยังเข้าไม่ถึงผู้ซื้อและตลาดที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
การยกระดับสินค้าเกษตรไทยในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้มีโจทย์อยู่เพียงการเพิ่มปริมาณผลผลิต หรือพัฒนาคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างช่องทางจำหน่ายที่สามารถพาสินค้าจากพื้นที่การผลิตไปถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ลดข้อจำกัดด้านตลาด และทำให้รายได้กลับไปสู่เกษตรกรและชุมชนมากขึ้น
ภารกิจของ อ.ต.ก. จึงเริ่มครอบคลุมตั้งแต่การนำสินค้าเกษตรจากหลายภูมิภาคออกสู่ตลาด การเปิดพื้นที่ให้สินค้าเฉพาะถิ่นและสินค้าแปรรูปได้ทดสอบกำลังซื้อ ไปจนถึงการเจรจาธุรกิจและควบคุมมาตรฐานสินค้าก่อนส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
ปักหมุดขอนแก่น กระจายสินค้าเกษตรข้ามภูมิภาค
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ การจัดงาน “อ.ต.ก. แฟร์ 4 ภาค @ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ภายใต้แนวคิด “เกษตรไทยทั่วแดน สู่แคว้นแดนอีสาน” ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น
งานดังกล่าวนำสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศมารวมไว้กว่า 60 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งผลไม้ตามฤดูกาล ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าชุมชน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย
นายอภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ระบุว่า การจัดงานเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากแหล่งผลิตไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร
การเลือกจังหวัดขอนแก่นเป็นพื้นที่จัดงาน จึงไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไปจำหน่ายนอกกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นการทดสอบรูปแบบการเชื่อมสินค้าเกษตรระหว่างภูมิภาค โดยนำผลผลิตและสินค้าชุมชนจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้าสู่ตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและการบริโภคสำคัญของประเทศ
เปิดตลาดสินค้าเกษตรมูลค่าสูง แก้คอขวด “ของดีแต่เข้าถึงผู้ซื้อยาก”
ในช่วงเวลาเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังจัด “กิจกรรมเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง” ภายใต้โครงการสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้า ประจำปีงบประมาณ 2569 ณ ตลาด อ.ต.ก. กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569
กิจกรรมดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้วิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer และผู้ผลิตที่ผ่านการคัดเลือกจากจังหวัดต่าง ๆ นำสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง
สินค้าที่นำมาจำหน่ายมีตั้งแต่กาแฟสดจังหวัดน่าน ผลิตภัณฑ์จากผำจังหวัดกำแพงเพชร กล้วยและโกโก้จังหวัดราชบุรี มะพร้าวน้ำหอมจังหวัดนครปฐม ขนุนจังหวัดชัยนาท หมูทุบจังหวัดสิงห์บุรี ไข่เค็มจังหวัดระนอง นมแพะจังหวัดนนทบุรี ไปจนถึงปลากะพงขาวจังหวัดฉะเชิงเทรา
นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้เกษตรกร แต่ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่การเชื่อมโยงตลาด ทำให้สินค้าหลายชนิดยังไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง
โจทย์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสินค้าเกษตรไทย ซึ่งหลายพื้นที่สามารถพัฒนาสินค้าที่มีอัตลักษณ์ คุณภาพ และศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มได้แล้ว แต่ยังขาดช่องทางประชาสัมพันธ์ การกระจายสินค้า และการเชื่อมต่อกับตลาดที่มีกำลังซื้อ
การนำสินค้าจากท้องถิ่นมาจำหน่ายในตลาด อ.ต.ก. จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขายระยะสั้น แต่เป็นพื้นที่ให้ผู้ผลิตได้ทดสอบตลาด รับฟังความต้องการของผู้บริโภค และพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์มากขึ้น
จากงานแฟร์สู่โต๊ะเจรจา พามะม่วงไทยบุกญี่ปุ่น
นอกเหนือจากการเปิดตลาดภายในประเทศ อ.ต.ก. ยังขยายบทบาทไปสู่การเชื่อมโยงสินค้าเกษตรกับตลาดต่างประเทศ โดยล่าสุดได้ส่งออกมะม่วงมหาชนกและมะม่วงโชคอนันต์รวมกว่า 100 ตันไปยังประเทศญี่ปุ่น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวต่อเนื่องจากการที่ อ.ต.ก. เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรไทยในงาน Thai Festival Tokyo 2026 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569 พร้อมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ หรือ Business Matching ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและพันธมิตรทางการค้าญี่ปุ่น
ผลจากการเชื่อมโยงดังกล่าวนำไปสู่คำสั่งซื้อและการส่งออกจริง อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณภาพสินค้า ทำให้กระบวนการก่อนส่งออกมีความสำคัญไม่แพ้การหาผู้ซื้อ
นายอภิพัฒน์จึงลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพมะม่วงก่อนส่งออก เพื่อให้สินค้าเป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในต่างประเทศ
การส่งออกมะม่วงกว่า 100 ตันครั้งนี้จึงสะท้อนกระบวนการเชื่อมตลาดที่ครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การนำสินค้าไปประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ การจับคู่เจรจาธุรกิจ การรวบรวมสินค้า ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบให้แก่ผู้นำเข้า
บทบาทใหม่ อ.ต.ก. จาก “พื้นที่ขาย” สู่ “ผู้จัดการตลาด”
เมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวทั้งในขอนแก่น ตลาด อ.ต.ก. กรุงเทพฯ และการส่งออกมะม่วงไปญี่ปุ่น จะเห็นภาพทิศทางเดียวกัน คือ การขยายบทบาทของ อ.ต.ก. จากการเป็นสถานที่ซื้อขายสินค้าเกษตร ไปสู่การเป็นผู้เชื่อมโยงและบริหารจัดการตลาด
ในตลาดภายในประเทศ อ.ต.ก. ทำหน้าที่รวบรวมสินค้าและนำผู้ผลิตจากหลายพื้นที่ไปพบกับผู้บริโภค ขณะที่ตลาดต่างประเทศเริ่มเข้ามามีบทบาทตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการกำกับมาตรฐานสินค้า
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มรายได้ พัฒนาศักยภาพเกษตรกร และผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโมเดลนี้จะไม่ได้วัดจากจำนวนงานแสดงสินค้าหรือจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง การสั่งซื้อซ้ำ จำนวนเกษตรกรที่สามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นหลังจบกิจกรรม
โดยเฉพาะสินค้าเกษตรมูลค่าสูง การมีช่องทางจำหน่ายระยะสั้นอาจช่วยระบายสินค้าได้บางส่วน แต่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเชื่อมผู้ผลิตเข้าสู่ตลาดประจำ มีระบบควบคุมคุณภาพ และสามารถส่งมอบสินค้าได้ต่อเนื่องตามมาตรฐานของผู้ซื้อ
การส่งออกมะม่วงไปญี่ปุ่นจึงอาจเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรไทย หากสามารถต่อยอดจากการออกงานและการเจรจาธุรกิจ ไปสู่คำสั่งซื้อระยะยาวและขยายไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่นได้
ภายใต้การแข่งขันของสินค้าเกษตรที่รุนแรงขึ้น “การผลิตได้” จึงอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเกษตรกรไทยอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การรู้ว่าจะผลิตอะไร ขายให้ใคร ต้องผ่านมาตรฐานใด และทำอย่างไรให้สินค้าเดินทางจากท้องถิ่นไปถึงตลาดที่ให้มูลค่าสูงกว่าเดิม
นี่คือโจทย์ที่ อ.ต.ก. กำลังพยายามเข้ามาเติมเต็ม ผ่านการเชื่อมตลาดตั้งแต่ระดับชุมชน ภูมิภาค เมืองหลวง ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายปลายทางคือทำให้สินค้าเกษตรไทยไม่ได้หยุดอยู่เพียง “ของดีประจำท้องถิ่น” แต่สามารถพัฒนาเป็นสินค้าที่แข่งขันและสร้างรายได้ในตลาดเชิงพาณิชย์ได้จริง