ในช่วงที่ภาคธุรกิจโรงแรมไทยเร่งฟื้นตัวจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทผันผวน และการฟื้นตัวแบบไม่เต็มรูปแบบของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มนั้น พบว่าเซ็กเมนต์ที่เติบโตอย่างมั่นคงและเริ่มกลายเป็นโอกาสใหม่ของตลาดลักเซอรี่ Long Stay ระดับอัลตราลักเซอรี่
โดยหนึ่งในผู้เล่นใหม่ที่น่าจับตาในตลาดนี้คือ “ลา แคลร์ แบงคอก บาย เดอะ เครส คอลเลกชั่น” (La Clef Bangkok by The Crest Collection) สุขุมวิท 38 พระโขนง ภายใต้กลุ่ม Ascott บริษัทบริหารโรงแรมและเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ ซึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2568 โดยวางโพซิชั่นตัวเองเป็น “เซอร์วิสเรสซิเดนซ์ อัลตราลักเซอรี่” หนึ่งเดียวในทองหล่อ
แห่งแรกในเอเชียและในไทย
“แอนดรูว์ คอร์เนลิโอ” ผู้จัดการทั่วไปของ La Clef Bangkok บอกว่า แม้โครงการดังกล่าวจะอยู่ในทำเลเดียวกับโรงแรมหรูระดับ 5-6 ดาว แต่ “ลา แคลร์ แบงคอก” ยืนยันว่าโพซิชั่นแบรนด์คนละเซ็กเมนต์ เพราะเป็น “Long Stay Residence” ที่มีเงื่อนไขเข้าพักขั้นต่ำ 30 วัน มีสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ใช้สอยมากกว่าห้องพักโรงแรมทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
อาทิ ขนาดห้องใหญ่กว่า (One Bedroom เริ่มต้น 50 ตร.ม./Two Bedroom สูงสุดกว่า 100 ตร.ม.) ขณะเดียวกันยังมีบริการ Butler Service เต็มรูปแบบ ทั้งบริการจัดกระเป๋า เตรียมอ่างอาบน้ำ แนะนำร้านอาหาร จองทัวร์ รวมไปถึงมี Housekeeping ฟรี 3 ครั้ง/สัปดาห์
และอีกหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของโครงการคือการเลือกใช้แบรนด์ The Crest Collection ซึ่งเป็นแบรนด์อัลตราลักเซอรี่ภายใต้กลุ่ม Ascott ผู้นำด้านการบริหารเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ระดับโลก ซึ่งก่อนหน้านี้แบรนด์ The Crest Collection เปิดให้บริการเฉพาะในฝรั่งเศส
โดย “ลา แคลร์ แบงคอก” ถือเป็นแห่งแรกในเอเชียและในไทย ซึ่งเจ้าของโครงการเลือกใช้แบรนด์นี้ เพราะต้องการแตกต่างจากคอนโดมิเนียมปล่อยเช่าทั่วไป หรือโรงแรมทั่วไปที่มีข้อจำกัดด้านใบอนุญาตและโครงสร้าง
เจาะตลาด Long Stay
“แอนดรูว์” บอกด้วยว่า หลังเปิดดำเนินการโครงการดังกล่าวเพียง 3 เดือนกว่า ๆ ปัจจุบันโครงการมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยราว 30% ของจำนวนห้องพัก 115 ห้อง หรือประมาณ 30 กว่าห้อง และถือเป็นไปตามเป้าหมายในเฟสแรกของแผนธุรกิจ
โดยกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวอเมริกัน โดยเฉพาะเอเชียนอเมริกัน เช่น ชาวจีน-อเมริกัน และเกาหลี-อเมริกัน ตามมาด้วยลูกค้าจากญี่ปุ่น เยอรมนี และกลุ่มตะวันออกกลาง โดยเข้าพักเพื่อทำงาน ลงทุน หรือพักรักษาตัวในประเทศไทย
“คนกลุ่มนี้ไม่ใช่นักท่องเที่ยวแบบทั่วไป พวกเขามีเหตุผลเฉพาะในการอยู่ไทยระยะยาว เช่น ทำธุรกิจ ทำงานออนไลน์ หรือ Wellness Tourism ซึ่งมั่นคงกว่าเซ็กเมนต์โรงแรมรายวัน”
มุ่งเจาะกลุ่ม นทท.คุณภาพ
“แอนดรูว์” บอกด้วยว่า สำหรับตลาดที่โครงการจับอยู่คือกลุ่ม “นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง” ที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานระยะยาว ไม่ใช่กลุ่มทัวร์ระยะสั้นหรือเรตต่ำ ซึ่งแม้จะไม่หวือหวาในแง่ปริมาณ แต่ให้ความมั่นคงและสร้างรายได้แบบ Recurring
โดยเน้นไปที่กลุ่ม Wellness Tourism พักฟื้น รักษาโรค ทำทรีตเมนต์จากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ, Digital Nomads นักธุรกิจอิสระ เทรดเดอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือสายงานออนไลน์ และ Expat Relocation คนต่างชาติที่ย้ายถิ่นมาทำงานหรือใช้ชีวิตในไทย
“กลุ่มนี้ไม่สนใจว่าเงินบาทจะแข็งขึ้น พวกเขามองความคุ้มค่าในระดับ Global Lifestyle และไทยยังถูกกว่าเมืองหลักอย่างสิงคโปร์ โตเกียว หรือโซล”
จุดเปลี่ยนใหม่ธุรกิจโรงแรม
และเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตต่อเนื่องในปีหน้า โครงการได้วางแผนกลยุทธ์การตลาดโดยมีการจับมือเอเยนซี่ย้ายถิ่นฐาน (Relocation Agencies) เจาะกลุ่ม Expat จากอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น อีกทั้งยังร่วมกับพาร์ตเนอร์กับโรงพยาบาล คลินิก Wellness ดึงกลุ่มผู้รักษาตัวระยะยาวใช้เครือข่าย Ascott-Accor และดึงลูกค้าฐาน Global
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มการทำตลาดออนไลน์/ประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศ รวมถึงขยายช่องทางขาย B2B และแพลตฟอร์ม Booking ระยะยาว
“เซ็กเมนต์อัลตราลักเซอรี่ลองสเตย์ ในย่านทองหล่อยังไม่มีคู่แข่งที่เทียบเคียงได้ ทั้งในแง่ราคา บริการ หรือมาตรฐานการก่อสร้าง แม้จะมีคอนโดฯหรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ทั่วไปในย่านเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่ไม่มีระบบบริหารหรือเงื่อนไขการเข้าพักแบบยืดหยุ่นเท่าที่นี่”
พร้อมย้ำว่า “ลา แคลร์ แบงคอก” เป็นเคสตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านรูปแบบธุรกิจโรงแรมในยุคใหม่ที่ไม่ได้พึ่งพานักท่องเที่ยวรายวันอีกต่อไป แต่หันมาเน้นลูกค้ากลุ่ม “พักเพื่อใช้ชีวิต” ที่มองหาอะไรมากกว่าแค่ห้องพัก
หากประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็นฮับการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การลงทุน และไลฟ์สไตล์ในเอเชีย ตลาด Long Stay ลักเซอรี่ จึงเป็นโอกาสใหม่