UHG เร่งปูพรม โรงแรมกลางกรุง เพิ่มทำเลเอกมัย-นานา-พญาไท-บางนา
UHG ไม่หวั่นปัจจัยลบ เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง เตรียมเปิดตัวอีก 3 โครงการใหญ่ใจกลางกรุง “เอกมัย-นานา-พญาไท” พร้อมทุ่มอีก 600-700 ล้านบาทปักหมุดเพิ่มอีก 1 แห่งในย่านบางนา ตรงข้ามศูนย์แสดงสินค้าไบเทค รองรับลูกค้าโซนสุขุมวิทตอนปลาย ชูจุดขายใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ-ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค-ศูนย์การค้าบางกอกมอลล์ ตั้งเป้าเปิดให้บริการในปี’72 พร้อมเล็งหาพันธมิตรต่อยอดโครงการ “รามคำแหง ฮิลล์”-พัฒนาโรงแรมเพิ่มโซนแจ้งวัฒนะ
นายวุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด (Urban Hospitality Group) หรือ UHG ผู้ลงทุนและบริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ “เดอะ ควอเตอร์” (The Quarter) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ว่าภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะได้รับผลกระทบเป็นระลอกจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมา แต่กลุ่ม UHG ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง
โดยเชื่อมั่นว่าภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตและสามารถแข่งขันในระดับโลกได้ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ยังคงติดอันดับเมืองยอดนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติ (Mix Market)
ตลาดระยะไกลร่วง-จีนมาเติม
นายวุฒิพลกล่าวว่า ในช่วงเมษายน-พฤษภาคมปีนี้ภาคการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยเรื่องราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและสายการบินจำนวนมากยกเลิกเส้นทางการบิน ซึ่งเป็นเหตุจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ลูกค้าที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวในโซนยุโรป ตะวันออกกลาง และตลาดระยะไกลอื่น ๆ ได้รับผลกระทบ โดยหายไปราว 15-20% แต่พบว่าในช่วงดังกล่าวนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะเข้ามาชดเชยในตลาดที่หายไปได้ระดับหนึ่ง ทำให้รายได้รวมยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
“โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ ไม่ได้มีเฉพาะห้องพัก แต่เรามีร้านค้า และพื้นที่รีเทลด้วย ดังนั้นบางช่วงเวลาเราจำเป็นต้องปรับลดราคาห้องพักลงเพื่อรักษาอัตราการเข้าพักให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 90% เพื่อดึงทราฟฟิกเข้ามาช่วยร้านค้าพันธมิตรของเราให้อยู่ได้ด้วยทำให้บางช่วงกลุ่ม UHG จะอัดโปรโมชั่นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียค่อนข้างหนัก ทั้งเฟซบุ๊ก, Instagram, Line Official เพื่อให้เข้าถึงลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนไทยให้ได้มากที่สุด” นายวุฒิพลกล่าว
กำลังพัฒนา 3 โครงการใหญ่
นายวุฒิพลกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1. โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ เอกมัย (สุขุมวิท 63) มูลค่าลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 200 ห้อง คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ 2. โรงแรมเดอะควอเตอร์ พญาไท (ติดกับแอร์พอร์ตลิงก์) มูลค่าลงทุนราว 400 ล้านบาท จำนวน 200 ห้อง คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในช่วงต้นปี 2570 และ 3. โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ นานา สุขุมวิท 8 มูลค่าลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท จำนวน 300 ห้อง คาดว่าจะเสร็จและเปิดให้บริการได้ภายในปี 2570
“กลุ่ม UHG เรายังเน้นลงทุนในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก เนื่องจากเป็นตลาดที่รองรับนักเดินทางท่องเที่ยวหลากหลายวัตถุประสงค์ ที่สำคัญเป็นตลาดที่เรามีความเชี่ยวชาญ” นายวุฒิพลกล่าว และว่า โดยทุกโรงแรมเปิดใหม่ในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดี และเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ เดอะ ควอเตอร์ สะพานควาย, เดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง, เดอะ ควอเตอร์ รัชโยธิน รวมถึงเดอะ ควอเตอร์ ลาดพร้าว ที่ได้ลงทุนเพิ่มห้องพักอีก 200 ห้อง
ทุ่ม 700 ล้านปักหมุดโซนบางนา
นายวุฒิพลกล่าวด้วยว่า ล่าสุดบริษัทมีแผนพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มอีก 1 แห่งในย่านบางนา (สุขุมวิทตอนปลาย) ตั้งอยู่ตรงข้ามกับศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค) ติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส บางนา โดยจะพัฒนาเป็นโรงแรมขนาด 220 ห้อง มูลค่าลงทุนประมาณ 600-700 ล้านบาท ภายใต้ชื่อเดอะควอเตอร์ บางนา
ขณะนี้โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการเตรียมการยื่นขอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA (Environmental Impact Assessment) คาดว่าจะเร่งเปิดให้บริการได้ในปี 2572 โดยนอกจากกลุ่มลูกค้าที่เน้นโรงแรมที่พักใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และลูกค้าจัดงานในศูนย์แสดงสินค้าไบเทคแล้ว โครงการดังกล่าวนี้ ยังรองรับกลุ่มลูกค้าของโครงการศูนย์การค้า Bangkok Mall (บางนา) มีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รวมถึงสถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และอาคารสำนักงานในย่านบางนาด้วย
เล็งหาพันธมิตรเพิ่ม
นายวุฒิพลกล่าวอีกว่า นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาหาพันธมิตรเข้ามาลงทุนในพื้นที่ของโครงการเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง ที่ยังมีที่ดินว่างเหลืออีก 1 แปลง ประมาณ 3 ไร่ครึ่ง เพื่อให้เข้ามาลงทุนในธุรกิจเวลเนส หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง หรือธุรกิจอื่น ๆ เพื่อพัฒนาพื้นที่ที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันก็ยังมองหาทำเลอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อลงทุนเพิ่มเติมด้วย อาทิ ทำเลถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นโซนที่มีศักยภาพอย่างโดดเด่น ทั้งศูนย์ราชการ ศูนย์ประชุม (อิมแพ็ค เมืองทองธานี) ศูนย์การค้า โรงพยาบาล ฯลฯ ทำให้เชื่อว่าเป็นทำเลที่มีดีมานด์สูง แม้ว่าจะเริ่มมีโรงแรมที่เป็นมาตรฐานเข้าไปลงทุนแล้วหลายแห่งก็ตาม โดยขณะนี้บริษัทก็อยู่ระหว่างการหาพันธมิตรเช่นกัน
ยึดกลยุทธ์ “ยืดหยุ่น-รวดเร็ว”
นายวุฒิพลกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ที่ผ่านมาโรงแรมส่วนใหญ่มีมาตรฐานอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะเรื่องของโปรดักต์ ทั้งในด้านความสวยงาม ความสะอาด แต่ประเด็นที่ทำให้กลุ่ม UHG สามารถแข่งขันในตลาดได้คือหลักการบริหารที่ยืดหยุ่น รวดเร็ว สอดรับกับสถานการณ์และสอดรับกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา
ยกตัวอย่างเช่น อาหารเช้า ช่วงไหนที่มีลูกค้าเป็นชาวยุโรปมากโรงแรมจะเพิ่มสัดส่วนอาหารยุโรป เพิ่มขนาดครัวซองต์ให้ตัวใหญ่ขึ้นและอบใหม่ ๆ ให้มีกลิ่นเนย เสิร์ฟผลไม้ให้หลากหลาย รวมถึงต้องมีโยเกิร์ตและชีส เป็นต้น ช่วงไหนที่ลูกค้าเป็นชาวเอเชียมากโรงแรมจะจัดอาหารแบบบุฟเฟต์และมีเมนูยอดนิยม เช่น มัสมั่น ต้มยำกุ้ง ผัดกะเพรา แกงเขียวหวาน ผัดไทย ฯลฯ โดยเน้นความสดและเสิร์ฟแบบร้อน ๆ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่ามาถึงประเทศไทยแล้ว เป็นต้น
เช่นเดียวกับการกำหนดราคาขายที่จะมีความยืดหยุ่นที่สูงมากและสามารถปรับราคาได้เรียลไทม์ตามหลักดีมานด์-ซัพพลาย ดังนั้นจะเห็นว่าราคาห้องพักของ UHG จะมีการปรับเปลี่ยนทุกวัน หรือบางช่วงเกือบจะทุกนาที หรือทุกชั่วโมง
“หลายคนมองว่าบริหารโรงแรมไม่ควรปรับลดราคาลง เพราะหากลงแล้วจะปรับขึ้นราคาอีกครั้งยาก เราไม่คิดแบบนั้น อย่างโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ เจ้าพระยา (เจริญนคร) ในช่วงโลว์ซีซั่นเราขายในราคาประมาณ 2,000 บาทต่อคืน แต่ช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่เราปรับขึ้นได้ถึง 8,000-9,000 บาทต่อคืน เป็นต้น” นายวุฒิพลกล่าว