‘รังสิมันต์ โรม’ แถลงรายละเอียดโรดแมป 3 แกน ติดตาม เปิดโปง และปราบปรามทุนสีเทา เครือข่ายสแกมเมอร์เชื่อมโยงคริปโต ระบุกลุ่มทุนที่อาจเกี่ยวพันกับนักการเมืองไทย-กัมพูชา เตือนหากรัฐไม่ตอบโต้ ประเทศอาจกลายเป็นฮับทุนสีเทาระดับภูมิภาค จี้นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีจริงจังหลังพาดพิง 3 รัฐมนตรี
ที่พรรคประชาชน นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงและกิจการชายแดนฯ ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อแถลงโรดแมปการติดตามเปิดโปงกลุ่มทุนเทายึดประเทศ ที่มีเครือข่ายพัวพันกับนักการเมืองระดับสูงของไทยและกัมพูชา ชี้ว่าปัจจุบันเราไม่ได้เผชิญกับปัญหาหลอกลวงออนไลน์เล็กน้อยอีกต่อไป
หากแต่เป็นสงครามเพื่ออำนาจทางการเงินที่อาศัยโครงสร้างที่ซับซ้อน กฎหมายที่ไม่ทันยุค และการแทรกแซงเชิงเศรษฐศาสตร์ที่อาจพลิกโฉมประเทศในอดีต ระบบติดตามผู้กระทำผิดแบบเดิม การจับกุมคอลเซ็นเตอร์ ตรวจสอบบัญชีม้า อาจเพียงพอ แต่ในโลกยุคนี้เครือข่ายถูกเชื่อมโยงข้ามชาติ ใช้เทคโนโลยีใหม่ และซ่อนตัวในบริษัทที่ดูเหมือนถูกกฎหมาย การแถลงครั้งนี้จึงตั้งเป้าเปิดเผยกลไก รวมถึงเชื่อมโยงผู้รับผลประโยชน์ให้ชัดเจน เพื่อให้รัฐไทยยกเครื่องรับมืออย่างจริงจัง
เครือข่ายทุนสีเทา : จากสแกมเมอร์สู่การครอบงำโครงสร้าง
ในคำแถลง นายรังสิมันต์ระบุว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ในเวลานี้ได้พัฒนาจากการหลอกลวงรายบุคคล มาเป็นโครงข่ายที่มีโครงสร้างการเงินและธุรกิจซับซ้อนมากขึ้น ขั้นตอนเริ่มต้นมักเป็นการหลอกผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชีม้าในไทย จากนั้นเงินจะถูกส่งทอดผ่านหลายทอดในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อทำให้เส้นทางไม่ชัดเจน บางส่วนของกลไกยังรวมถึงการใช้ระบบสแกนม่านตา เพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นนวัตกรรมด้านความปลอดภัย แต่เขาตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกใช้เพื่อการปลอมแปลงตัวตน หรือเชื่อมโยงธุรกรรมคริปโต
เมื่อเงินถูกโยกเข้าสู่ระบบคริปโตเคอร์เรนซี และ Private Wallet ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของหน่วยงานรัฐ บทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์จึงเปลี่ยนไปเป็นกลไกฟอกเงินข้ามชาติที่ซ่อนตัวผ่านบริษัทและกองทุนในต่างประเทศ
สิ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ บริษัทที่ถูกจับตามอง เช่น บริษัทรวมถึง ฮุย วัน (Hui One / HuiYan) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนภายในตระกูล “ฮุน” โดยหน่วยงานสหรัฐ เช่น FinCEN ได้มีการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวทางการเงินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบริษัทนี้ถูกกล่าวถึงว่าอาจเป็นช่องทางฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการทุนสีเทาในภูมิภาค
นอกจากนี้ ยังอ้างตัวเลขที่จับตาอยู่เบื้องต้น ว่าเครือข่ายที่รัฐสามารถมอนิเตอร์ได้มีมูลค่ารวมประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท แต่เขาเชื่อว่าในความเป็นจริง ตัวเลขอาจสูงกว่านี้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ และมองว่าหากบริษัทหนึ่งมีวงเงินหมุนเวียนในระดับนั้น ก็อาจเทียบเคียงกับงบประมาณประจำปีของประเทศได้
ส่วนการแทรกแซงที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เมื่อ ‘เงินถูกล้าง’ แล้ว สามารถนำกลับมาซื้อหุ้นบริษัทไทย หรือกิจการสำคัญในภาคพลังงาน หรือโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้บริษัท หรือลงทุนผ่านกองทุนในต่างประเทศเป็นเครื่องมือซ่อนตัวตนผู้รับผลประโยชน์ แทนที่รัฐจะตามจับ ‘เจ้าของตัวจริง’ ได้ง่าย ๆ ซึ่งนายรังสิมันต์เตือนว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ประเทศไทยอาจถูกตราหน้าว่าเป็นฮับของทุนสีเทาในภูมิภาค และกลายเป็นทางผ่านของทุนดำในเวทีการเงินโลก

โรดแมปสู่การปราบปราม ผ่านการเดินแผน 3 แนวทาง
ในแถลงการณ์ นายรังสิมันต์เปิดเผยโรดแมป 3 แนวทางสำคัญที่พรรคประชาชนจะเดินหน้าผลักดัน ดังนี้
แนวทางที่ 1 : ติดตาม สืบสวน เปิดโปง
โรดแมปเริ่มต้นด้วยการใช้ข้อมูลที่มีในมือ เพื่อลุยดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง กระบวนการสำคัญคือการตรวจสอบการเก็บข้อมูลสแกนม่านตา ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลผู้ถูกสแกนมากกว่า 1 ล้านคน และอาจเพิ่มเป็น 2 ล้านคน นายรังสิมันต์ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมและความโปร่งใสของการเก็บข้อมูลเหล่านี้ หลายจุดไม่มีการบอกเงื่อนไขชัดเจน และมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ในจุดเก็บไม่ให้ข้อมูลกับผู้ใช้บริการ
นอกจากนี้ เขาย้ำถึงกรณีที่มีการเกณฑ์ชาวบ้านให้จ่าย 500 บาท เพื่อแลกกับการสแกนม่านตา และผู้ถูกชักชวนจะได้รับเหรียญคริปโตมูลค่าประมาณ 2,000 บาท สิ่งที่อาจเป็นกับดักการเงินซ้อนบนเครือข่ายทุนสีเทา
แนวทางสืบสวนยังนำไปสู่การตรวจสอบบริษัท/กองทุนที่เชื่อมโยงกับกัมพูชา โดยมีชื่อ “ยิมเลี้ยบ” และ “เบน สมิท” ซึ่งปรากฏในรายงานสำนักข่าวและวิเคราะห์สังคม ว่าอาจเป็นเครือข่ายทุนสีเทาที่มีสายสัมพันธ์ในภูมิภาค แม้โรมจะบอกว่าข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ และให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แต่เขาเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเดินหน้าการเปิดโปงผู้รับผลประโยชน์แท้จริง
เขาย้ำว่า ก.ล.ต. สคส. และตำรวจไซเบอร์ต้องร่วมมือกันและทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอให้มีเรื่องร้องเรียนก่อนถึงจะเริ่ม สถานะนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการกำกับตลาดทุนและการป้องกันอาชญากรรมการเงิน
แนวทางที่ 2 : ความร่วมมือระหว่างประเทศ
เนื่องจากเครือข่ายทุนสีเทาส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศ จึงแสดงท่าทีว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญ นายรังสิมันต์เสนอให้ประเทศไทยประสานกับหน่วยงาน FinCEN (สหรัฐ) และ MAS (Monetary Authority of Singapore) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมการเงินข้ามชาติและเปิดช่องทางตรวจสอบกองทุน/บริษัทที่อาจเป็น ‘เครื่องมือ’ ให้ทุนสีเทา
นายรังสิมันต์ระบุว่าในสิงคโปร์มีบริษัทและกองทุนประมาณ 6-7 แห่งที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อเครือข่ายทุนเทาไทย-กัมพูชา และ ก.ล.ต.ไทยได้เริ่มติดต่อกับ MAS แล้ว โดยที่ปรึกษาของเขา (คุณชวินี) ได้จัดเตรียมคำถามและข้อเสนอเพื่อให้เป็นแนวทางในการประสานงาน
เขาย้ำว่าไทยควรไม่เป็นเพียงผู้รับข้อมูล แต่เป็นพันธมิตรจริงในการปราบเครือข่ายทุนสีเทา และใช้โอกาสที่ Department of Homeland Security (DHS) ของสหรัฐ กำลังสอบสวนโครงการโทรคอลเซ็นเตอร์ / WMTP เป็นจังหวะเชื่อมเครือข่าย
แนวทางที่ 3 : ปฏิรูปกฎหมายและมาตรการกำกับ
นายรังสิมันต์เน้นว่า การผลักดันกฎหมายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เขาเรียกร้องให้เร่งผลักดัน พ.ร.บ. ปปง. ให้รองรับการตรวจสอบธุรกรรมคริปโต กองทุนต่างประเทศ และธุรกรรมดิจิทัลอย่างเข้มข้นขึ้น พร้อมเสริมอำนาจให้ ปปง.ดำเนินการสืบสวนข้ามพรมแดนได้
เขาย้ำว่าไทยต้อง บังคับใช้ Travel Rule สำหรับคริปโต คือให้ธุรกรรมต้องตรวจสอบชื่อผู้ส่งและผู้รับ เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลอยู่ภายใต้การกำกับ
เขายังเสนอว่า ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายฉบับใหม่อย่างเดียว สามารถใช้ฐานกฎหมายที่มีอยู่ เช่น แก้ไขกฎกระทรวง หรือออกระเบียบของ ก.ล.ต.ชั่วคราว เพื่ออุดช่องโหว่ในระหว่างที่รอ พ.ร.บ.ใหม่
อีกประเด็นสำคัญคือ การจัดตั้งระบบ whistleblower protection ให้ผู้แจ้งเบาะแสมีความปลอดภัย ไม่ถูกฟ้องร้องหรือถูกกลั่นแกล้ง
“ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องสร้างกลไกที่ปลอดภัยให้กับคนที่แจ้งเบาะแสเรื่องนี้ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคนที่ออกมาแฉถูกฟ้อง คนที่ออกมาแฉถูกดำเนินคดี” นายรังสิมันต์กล่าว
ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคง นายรังสิมันต์กล่าวว่าเขาจะเชิญนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มาให้ข้อมูลกรณีกิจการ BIC / BIC Group ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนเทา และคาดหวังให้ รมช.คลังมาด้วยตนเอง ไม่ส่งตัวแทน
ตัวละครและประเด็นที่ถูกกล่าวถึง
แม้คำแถลงไม่ได้ยืนยันข้อกล่าวหาใดในชั้นศาล แต่มีการระบุชื่อและประเด็นให้จับตาหลายชื่อ เช่น ยิมเลี้ยบ และ เบน สมิท / เบนจามิน เม้าเออร์เบอร์เกอร์ ว่าอาจมีบทบาทในเครือข่ายทุนสีเทา นอกจากนี้ โรมยกกรณี รียอง พัฒน์ ประธานสมาคมออกยา กัมพูชา ที่มีสัญชาติไทยด้วยว่าอาจมีทรัพย์สินจำนวนมากในไทย และอาจมีการโยกย้ายเพื่อหลีกเลี่ยงการอายัด
นายรังสิมันต์ตั้งคำถามว่า รัฐบาลไทยจะมีบทบาทตอบสนองต่อคำแถลงนี้อย่างไร โดยเฉพาะบทบาทของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีบางคน เช่น ร้อยเอกธรรมนัส, นางสาวนฤมล และนายวรภัคที่ถูกกล่าวหาว่าอาจเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา เขาเน้นว่าไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปในความเงียบ หลังจากที่ฝ่ายค้านเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา
จี้นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีจริงจัง
ทั้งยังระบุว่าอยากใช้โอกาสนี้ในการเรียกร้องไปถึงนายกรัฐมนตรีที่เงียบไป และควรมีท่าทีออกมาได้แล้ว ว่าตกลงแล้วรองนายกรัฐมนตรีซึ่งไปเกี่ยวข้องกับ เบน สมิธ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของฮุน เซน เกี่ยวข้องและได้รับการคุ้มครองจากร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะไม่ดำเนินการอะไรเลยอย่างนั้นหรือ ขณะเดียวกัน ธรรมนัสก็ไปแจ้งความฟ้องร้องดำเนินคดีกับสื่อมวลชนและประชาชนถึง 270 ราย
ถ้ารัฐบาลแถลงนโยบายว่าต้องการรักษาหลักนิติธรรม สิ่งที่ควรจะเป็นและได้รับการแก้ไขทันที คือรองนายกรัฐมนตรีใช้กลไกทางกฎหมายในการฟ้องปิดปากจะไม่เกิดขึ้น เพราะนี่คือสิ่งที่ละเมิดต่อหลักนิติธรรมตามที่มีการแถลงนโยบายโดยรัฐบาลเอง ผมอยากเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ประกาศให้คนไทยได้เห็นว่าท่านต้องการทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติแบบนี้ แล้วจะไม่ปล่อยกลุ่มทุนเทามายึดประเทศไทย
“ผมหวังว่าเราจะได้รับการแก้ไขในเรื่องนี้ ผมอยากเห็นท่านอนุทินออกมาพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ท่านควรจะใช้โอกาสนี้ในการประกาศให้ประเทศไทย ให้คนไทยได้เห็นว่าท่านต้องการทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แล้วท่านจะไม่ปล่อยให้กลุ่มทุนสีดํา สีเทา ทั้งหลายมายึดประเทศไทย และรวมไปถึงไม่ใช่แค่ท่านธรรมนัส ยังมีท่านนฤมล ยังมีท่านวรภัค ที่ถูกกล่าวหาและเกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปกับบรรดาพวกทุนสีเทา 3 คน ณ วันนี้ 3 รัฐมนตรีในรัฐบาลของท่านอนุทิน ที่ท่านอนุทินยังคงเงียบและไม่ดำเนินการอะไร ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ และผมในฐานะที่เป็นรองหัวหน้าพรรคของพรรคประชาชน เราจะไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบลงที่ความเงียบอย่างแน่นอน” นายรังสิมันต์กล่าว