3 ทศวรรษ “เพาเวอร์ไลน์” ไต่ระดับจากผู้รับเหมางานระบบ ผันตัวสู่สนามใหม่เมกะโปรเจ็กต์
สัมภาษณ์
นาทีนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “บมจ.เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง” ผู้รับเหมาก่อสร้างงานระบบที่มีรายได้ไต่อันดับจนติดท็อป 10 เพียงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ล่าสุดมีงานในมือ (แบ็กล็อก) 23 โครงการ มูลค่า 13,413 ล้านบาท จะสามารถทยอยรับรู้รายได้ 2 ปี จากปี 2560 ที่รับรู้ไปแล้ว 7,600 ล้านบาท กำไร 200 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท และแตะ 10,000 ล้านบาท ในปี 2562
“เพาเวอร์ไลน์” มีผลงานก่อสร้างนับ 100 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นงานซับคอนแทร็กต์มาอีกทอด เช่น งานระบบรัฐสภาใหม่ งานศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) และ สายสีเขียว (หมอชิต-คูคต) แต่ที่ติดป้ายชื่อก่อสร้างเอง พอจะคุ้นหูกันบ้างก็มี “ศูนย์ซ่อมบำรุง” รถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) ศูนย์การค้าโซโห ศูนย์การค้าจังซีลอน
ล่าสุดเป็นโปรเจ็กต์มาสเตอร์พีซ “สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2” ที่หั่นราคาปาดหน้า “บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์” พี่ใหญ่ของวงการไปแบบพลิกโผ และสร้างชื่อให้เพาเวอร์ไลน์ผงาดในวงการ
“เสวก ศรีสุชาต” ประธานกรรมการบริหารเล่าถึงจุดเริ่มต้นของ บมจ.เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง ก่อตั้งเมื่อปี 2531 เกิดจากการรวมตัวของวิศวกรกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการติดตั้งระบบประกอบอาคาร (MEP) และงานด้านก่อสร้าง จนกระทั่งเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ในปัจจุบัน สร้างผลงานมาแล้วนับ 100 โครงการ ไม่ว่างานอาคารราชการ ศูนย์การค้า ออฟฟิศ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ยังเป็นเจ้าแรกให้บริการด้านวิศวกรรมก่อสร้างและติดตั้งงานระบบครบวงจร ตั้งแต่งานก่อสร้างและออกแบบทั่วไป รวมถึงจัดหาและติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบสุขาภิบาล ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบปรับอากาศ และระบบสื่อสารโทรคมนาคม ทั้งในและต่างประเทศ
“เราเป็นรับเหมางานระบบที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นเจ้าแรก เมื่อ 16 ปีที่แล้ว งานแรกที่รับคือสร้างศูนย์การค้าโซโห วงเงิน 1,000 ล้านบาท โครงการนี้สร้างปัญหาให้กับเราในสมัยนั้น เพราะเจ้าของไม่ใช่มืออาชีพ เก็บเงินไม่ได้ รอเขามาจ่ายเงินให้ 2 ปี เลยตัดสินใจก่อสร้างและเปิดบริการศูนย์การค้าเอง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราชำนาญ แต่เมื่อลงทุนไปแล้ว ต้องเดินหน้าต่อ จนเมื่อปลายปีที่แล้วก็แก้ปัญหาได้ โดยขายต่อไป 2,000 ล้านบาท ก็ถือกว่าเสมอตัว เพราะไม่ใช่แค่ค่าก่อสร้าง ยังมีดอกเบี้ยที่กู้เงินมาก่อสร้างอีก แต่ก็เป็นบทเรียนให้เราตรวจสอบงานมากขึ้น”
จากนั้นก็ขยายงานมาเรื่อย ๆ เพราะเราสามารถระดมทุนได้ง่าย และด้วยไฟต์บังคับของตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้องมีงานในมือเพิ่ม มีโครงการบ้านเอื้ออาทร นับว่าเป็นโปรเจ็กต์ปราบเซียน เพราะใช้รูปแบบให้เอกชนจัดหาที่ดินและก่อสร้างให้ตามที่กำหนดโควตาไว้ บริษัทได้โควตา 30,000 หน่วย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลถูกปรับลดเหลือ 7,000 หน่วย ตอนนี้ที่ดินที่เราซื้อมาเพื่อพัฒนายังเหลืออีกหลายแปลง เช่น ที่ดิน 90 ไร่ ใกล้นิคมสหพัฒน์ จังหวัดลพบุรี 30 ไร่ จำนวน 2 แปลง จังหวัดบุรีรัมย์ 40 ไร่ ใกล้สนามแข่งรถช้าง จังหวัดปทุมธานี ติดถนนรังสิต-นครนายก คลอง 10 จำนวน 10 ไร่ ปัจจุบันทำเป็นโรงงานพรีแฟบโครงเหล็กเมื่อ 7 ปีที่แล้ว บริษัทเข้าไปชิมลางงานเมกะโปรเจ็กต์ สร้างศูนย์ซ่อมบำรุง (เดโป้) ให้กับรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-คลองบางไผ่) ที่สถานีคลองบางไผ่ วงเงิน 5,000 ล้านบาท หวังจะนำมาเป็นผลงานเพื่อเข้าประมูลโครงการอื่น ๆ แต่กลายเป็นผลงานที่เราต้องจดจำ เพราะขาดทุนร่วม 1,000 ล้านบาท จากปัญหาน้ำท่วมและแรงงานขาดแคลน จนต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าว 2,000 คนมาทดแทน เกิดค่าโอเวอร์เฮด
“ล่าสุดเราได้งานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินหลังที่ 1 สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 วงเงินประมาณ 14,200 ล้านบาท ร่วมลงทุนกับไซน่าสเตท รับเหมาจีน เรา 51% จีน 49% นับว่าเป็นงานใหญ่ในรอบ 30 ปี ที่เราเป็นผู้รับเหมาหลัก ขณะนี้กำลังเริ่มงานก่อสร้าง”
จากโปรไฟล์สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 ทำให้ “เพาเวอร์ไลน์” กำลังเข้าไปเจาะงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารของสนามบินทั่วประเทศที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) หรือ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) มีแผนจะพัฒนา
“เรากำลังจะเบนเข็มมาทำอินฟราสตรักเจอร์มากขึ้น จากปัจจุบัน 70% เพราะปัจจุบันมีงานประมูลออกมามากหลายแสนล้านบาท จากเดิมจะซับงานต่อจากบริษัทรับเหมารายใหญ่ แต่อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะเวลายื่นประมูลงานโครงการขนาดใหญ่จะต้องมีอ้างถึงประสบการณ์ด้วย” หัวเรือใหญ่เพาเวอร์ไลน์กล่าวและว่า
“รถไฟทางคู่เฟส 2 ก็เป็นอีกโอกาสที่จะเราเข้าไป ส่วนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คงจะเป็นงานใหญ่สำหรับเราเกินไป เพราะต้องลงทุน PPP เรื่องทุนก่อสร้างต้องมาก่อน เรารอเป็นหลังบ้าน เพราะงานใหญ่ต้องใช้รับเหมาหลายรายก่อสร้าง แม้ว่าเราจะเป็นผู้รับเหมาโตมาจากงานระบบอาคาร แต่ก็อยากจะขยายไปยังระบบรางด้วย รวมถึงด้านพลังงานก็เป็นอีกธุรกิจที่เราสนใจ เพราะเคยทำไบโอแมสมาแล้ว และผมเองก็เคยทำงานที่ บี.กริม มาก่อน”
หากปีนี้งานภาครัฐเปิดประมูล และบริษัทได้งานใหม่เพิ่ม คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท รายได้หลักยังคงเป็นงานระบบ 60-70% ที่เหลือมาจากงานก่อสร้าง เนื่องจากประเมินแล้ว ตลาดรับเหมาไม่ค่อยมีปัจจัยเสี่ยงมากนัก ทั้งราคาวัสดุก่อสร้าง แรงงาน หรือแม้แต่สถานการณ์การเมือง
และคาดว่าจะสดใสไปถึง 2562 นอกจากงานภาครัฐ ยังมีโครงการมิกซ์ยูสของภาคเอกชนออกมาอีกหลายโครงการ เช่น วันแบงค็อก เป็นต้น คาดว่าในปีหน้ารายได้ของบริษัทแตะ 10,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในงานก่อสร้างมากขึ้น รับกับเทรนด์ตลาดที่เข้าสู่ยุคดิจิทัล เช่น ระบบ AI BIM ระบบเทคโนโลยีการออกแบบก่อสร้าง การเขียนภาพ 3 มิติ