Skip to content

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมอบหมายผู้แทนพระองค์เปิดเวทีอนุรักษ์ปะการัง-พะยูน

02 ธ.ค. 2568 | 11:12น.
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมอบหมายผู้แทนพระองค์เปิดเวทีอนุรักษ์ปะการัง-พะยูน

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมอบหมายผู้แทนพระองค์เปิดเวทีอนุรักษ์ปะการัง-พะยูน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข เป็นผู้แทนพระองค์ไปเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ประจำปี 2568 เรื่อง “The International Coral Reef and Marine life Conservation Conference 2025: Dugong conservation from stranding to captive caring” เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ห้องนภาลัย โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จังหวัดชลบุรี

จัดโดยฝ่ายวิชาการและส่งเสริม มูลนิธิอนุรักษแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มีนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วม พร้อมทั้งนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม หน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมถึงชุมชนชายฝั่งและภาคประชาชนที่มีบทบาทในการอนุรักษ์ทะเล จำนวน 100 คน

พลเรือเอก สุวิน กล่าวในพิธีเปิดการประชุม ว่าวันนี้เป็นที่ทราบกันว่าจำนวนประชากรและอัตราการอยู่รอดของพะยูน คือดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล ตามธรรมชาติแล้ว พะยูนเป็นสัตว์ที่มีถิ่นอาศัยกว้าง พบได้ในน่านน้ำของหลายประเทศ นับเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญ และสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลในระดับภูมิภาค

ดังนั้น การอนุรักษ์พะยูนให้เกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อลดอัตราการสูญเสียพะยูน และฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลไปพร้อมกัน การที่มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลฯ เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการอนุรักษ์พะยูน ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อรักษาสมดุลของความหลากหลายทางชีวภาพแห่งท้องทะเล

และจัดการประชุมวิชาการครั้งนี้ขึ้น นับเป็นเวทีให้นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และอาสาสมัครจากประเทศไทยและต่างประเทศ มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนแสวงหาแนวทางและความร่วมมือในการอนุรักษ์พะยูน ตั้งแต่การช่วยเหลือขณะเกยตื้น จนถึงการดูแลในสถานที่เลี้ยง จึงเป็นกรณียกิจที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

ทำให้หวังได้ว่าผลจากการประชุมครั้งนี้ จะได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรพะยูน และระบบนิเวศทางทะเลของภูมิภาคเราให้กลับมาอยู่ในภาวะสมดุลอย่างยั่งยืน ส่งผลเกื้อกูลถึงระบบนิเวศของโลก ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชากรมนุษย์และสัตว์ทั้งปวงที่อาศัยอยู่ร่วมกันในโลกนี้ ให้ได้มีบ้านที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์สืบไป

สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ประธานฝ่ายวิชาการและส่งเสริม มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ กล่าวรายงานว่าการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ ถือเป็นเวทีแรกของโลกที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเข้ามาร่วมมือกันในการอนุรักษ์พะยูน
หญ้าทะเล และสัตว์ทะเล ทั้งยังเป็นเวทีที่เปิดประตูสู่ความร่วมมือด้านต่าง ๆ แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย และสัตวแพทย์ไทยและต่างประเทศ

รวมถึงการดำเนินงานเชิงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการวิจัย ส่งเสริมช่วยเหลือปกป้องและอนุรักษ์สัตว์และพืชทะเลให้อยู่รอด และพ้นจากภัยทางธรรมชาติและภัยมนุษย์ที่ทำให้เสียชีวิตมากขึ้น และหวังว่าจะได้เห็นความมีมนุษยธรรมและความทุ่มเทมากขึ้นในอนาคต

ต่อมานายมูฮัมเมด อับดุลเมนัม ผู้ประสานงานข้อตกลงความร่วมมือ Dugong ณ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่าอพยพ (Secretariat Office for Convention on the Conservation of Migratory Species of Wild Animals) เมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่พะยูน บรรยายเกี่ยวกับนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศในการอนุรักษ์พะยูนและป้องกันการเกยตื้น

โดยกล่าวว่านโยบายและความร่วมมือในการอนุรักษ์พะยูน ดำเนินงานตามข้อตกลงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมของ UN โดยมุ่งเน้นปกป้องสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์อย่างเข้มงวด รวมถึงภัยคุกคามต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำอื่นๆ ถิ่นที่อยู่อาศัย

สำหรับพะยูนมีการทำ MOU ในปีพ.ศ. 2550 มีประเทศลงนามทั้งสิ้น 27 ประเทศจากทั้งหมด 46 ประเทศ ซึ่ง MOU ฉบับนี้ มีมติร่วมกันในการกำหนดความสำคัญของการดำเนินงานในแต่ละปี โดยมีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาเชิงเทคนิคที่จะให้คำปรึกษาเชิงวิชาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และกฎหมาย ให้กับที่ประชุมและเลขาธิการอนุสัญญาฯ รวมถึงจัดทำคู่มือการดำเนินงาน แผนงานการอนุรักษ์และการจัดการ เน้นการสนับสนุน ช่วยเหลือ วิจัย และฟื้นฟู โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงปี 2571

“สำหรับปี 2568 นี้ จะเปิดตัวรายงานการประเมินระดับนานาชาติด้านสถานะและความต้องการของพะยูน ในรายงานฉบับนี้ประกอบด้วยเนื้อหาหลัก ได้แก่ ความเป็นอยู่ของพะยูนทั่วโลกที่มีความเสี่ยง จำนวนประชากรพะยูนในเกาะห่างไกลและเกาะขนาดเล็ก ซึ่งมีความเสี่ยงสูญพันธุ์ และมีภัยคุกคามหลักโดยเฉพาะ
การลากอวนของชาวประมง ทำให้สูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและทำให้แหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูนลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ จะมีการสำรวจแหล่งหญ้าทะเล เหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำคัญในภูมิภาคเอเชียที่แต่เดิมไม่เคยมี เพื่อสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์” นายมูฮัมเมด อับดุลเมนัมกล่าว

นายมูฮัมเมด อับดุลเมนัมกล่าวอีกว่า Dugong MOU ยังมีโครงการสำคัญอื่นๆ อีก อาทิ GEF-5 โครงการอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเล 2015-2019 มุ่งเน้นการปกป้องแหล่งหญ้าทะเล และลดการจับสัตว์พลอยได้, โครงการระบบนิเวศหญ้าทะเล 2019–2026 มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนหญ้าทะเลให้มีคุณภาพ,

โครงการ 2030 Seagrass Breakthrough ภายใต้กรอบการดำเนินงาน UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change-อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) มีจุดประสงค์ในการเร่งฟื้นฟูหญ้าทะเล ส่งเสริมปกป้องระบบนิเวศหญ้าทะเลในระยะยาว

ต่อมา ดร.ลินด์เซย์ พอร์ตเตอร์ จากโครงการวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายาก ฮ่องกง( SEAMAR HONG KONG) บรรยายถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการช่วยเหลือพะยูน ว่ารายงานข้อมูลของพะยูนและหญ้าทะเลจำแนกตามภูมิภาคทั่วโลกที่แตกต่างกันไป เช่น จำนวนประชากรพะยูน ภัยคุกคาม การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับพะยูนและหญ้าทะเล รวมถึงข้อเสนอของภูมิภาคต่าง ๆ ด้านความร่วมมือในการจัดการสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเล

อย่างไรก็ดี จะต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อรับมือและจัดการกับความท้าทายต่าง ๆ ที่หลากหลายออกไปตามภูมิภาคนั้น ๆ รวมถึงการจัดการสัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยนมเกยตื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพและขยายวงกว้างไประดับนานาชาติและระดับภูมิภาค ซึ่งจะต้องกำหนดข้อมูลให้สอดคล้องกันและอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกัน ความสำคัญของพะยูนเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของระบบนิเวศชายฝั่งได้เป็นอย่างดี หากพะยูนเกยตื้น สามารถชี้วัดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในทะเลด้านอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ดร.ลินด์เซย์ นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจในที่ประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์พะยูนใน 8 ภูมิภาค อาทิ ในออสเตรเลียเป็นพื้นที่ที่สำคัญที่สุดระดับสากลสำหรับจำนวนประชากรพะยูนและหญ้าทะเลที่มีถึง 166,000 ตัว รวมถึงมีที่อยู่อาศัยเป็นบริเวณกว้างเนื่องจากมีทุ่งหญ้าทะเลกว้างถึง 57,500 ตารางกิโลเมตรในน้ำตื้นบนไหล่ทวีปทางตอนเหนือของประเทศ จึงมีสภาวะความเป็นอยู่ที่ดี

ทั้งนี้ พะยูนยังถูกกำหนดให้เป็นสิ่งสำคัญทางสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วย ได้รับการรับรองให้พื้นที่เป็นมรดกโลก ในบริเวณ Shark Bay และ Great Barrier Reef ออสเตรเลียยังเป็นประเทศที่เป็นผู้นำด้านการวิจัยพะยูน มีแนวโน้มที่จะสามารถทำงานวิจัยและพัฒนาการอนุรักษ์พะยูนสากล สำหรับประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ได้แก่ อินเดีย ศรีลังกา และบังกลาเทศ มีข้อจำกัดของการกระจายตัว มีจำนวประชากรพะยูนกลุ่มเล็กๆ แยกออกไป จากการสำรวจยังไม่พบจำนวนประชากรพะยูนที่แน่ชัด และไม่พบพะยูนในปากีสถาน มัลดีฟ หรือตามชายฝั่ง

ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่า ไทย มาเลเซีย (คาบสมุทร) สิงคโปร์ กัมพูชา และเวียดนาม จากการตรวจสอบจำนวนประชากรพะยูนไม่แน่นอน ถึงแม้จะมีความพยายามในการสำรวจ วิจัยจำนวนประชากรพะยูนก็ตาม ทำให้ไม่มีข้อมูลเพียงพอต่อการประเมินความเสี่ยงจากการสูญพันธุ์ของพะยูน ที่ได้รับการยืนยัน มีเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย และชายฝั่งทะเลตะวันออกจากยะโฮห์ในประเทศมาเลเซียตะวันออกเท่านั้น

จากนั้นสัตวแพทย์นายแพทย์ ปิยรัตน์ คุ้มรักษา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปฏิบัติงานที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทะเลอันดามันตอนล่าง) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บอกเล่ากรณีศึกษาการช่วยชีวิตพะยูนในประเทศไทย ว่าพะยูนเป็นสัตว์ที่ช่วยให้ระบบนิเวศของหญ้าทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสัตว์คุ้มครองตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างสูง ถือเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทะเลและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

รวมถึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ทะเลประเทศไทยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพะยูน 90% จากการสำรวจ ปี 2568 มีประชากรพะยูนในไทย 203 ตัวอยู่ในชายฝั่งทะเลอันดามัน 99% ส่วนฝั่งอ่าวไทยมีน้อยมาก จากการสำรวจน่านน้ำปี 2567 พบพะยูนเกยตื้นระหว่างเดือนมกราคม 2562-พฤศจิกายน 2568 จำนวน 189 ตัว สาเหตุเกิดจากภัยคุกคามทางธรรมชาติ 48% และภัยคุกคามจากมนุษย์ 11%

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาพะยูนเกยตื้นและทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของหญ้าทะเล กำหนดไว้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1.สำรวจและประเมินสถานะพะยูนและหญ้าทะเลตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน 2.ประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองและใช้กฎหมายบังคับให้ดำเนินการตามมาตรการ 3.ช่วยเหลือพะยูนที่รอดชีวิต โดยทดลองทำอาหารเสริมทดแทนหญ้าทะเลทางธรรมชาติ 4.ฟื้นฟูถิ่นที่อยู่ของหญ้าทะเลที่เสื่อมโทรม รวบรวมเพาะพันธ์หญ้าทะเลนำไปปลูกซ่อมแซม โดยการใช้ชุมชนและนวัตกรรมเข้ามาช่วย

ส่วนกรณีศึกษาการอนุรักษ์พะยูนในเกาะปอดะ จังหวัดกระบี่ พบลูกพะยูนที่เกยตื้นบริเวณด้านตะวันออกของเกาะปอดะ จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2567 จึงกู้ชีพลูกพะยูนเบื้องต้น และส่งมอบให้ผู้เชี่ยวชาญทางท่าเรือนพรัตน์ธารา เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพต่อไป