ศุภจี นำคณะเยือนซาอุฯ บุกตลาดการค้า ข้าว-มัน-อาหารฮาลาล ผลักดันส่งออก
รายงานพิเศษ “ศุภจี” นำคณะผู้บริการกระทรวงพาณิชย์ เยือนซาอุดีอาระเบีย ถือว่าเป็นประเทศแรกในการเดินทางไปตะวันออกกลาง เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การส่งออกสินค้าไทยทั้งผลไม้-ข้าว-มันสำปะหลัง-อาหารฮาลาล และพร้อมจับมือ “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ” เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเป็น ประตูการค้า และหนุน “Vision 2030 ซาอุฯ”
ซาอุดีอาระเบียถือว่าเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 หลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียต่อไทย อีกทั้ง ยังมีโอกาสได้เข้าพบหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงเศรษฐกิจของซาอุฯ เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเร่งขยายโอกาสให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดตะวันออกกลาง

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่างภูมิภาคที่เริ่มจาก “ความเชื่อใจ (Trust)” ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยวางเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่ม GCC
นางศุภจียังได้ระบุว่า ในการหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ก็ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบด้านอาหาร และผลไม้ รวมทั้งพร้อมหารือกับไทยถึงมาตรฐานสินค้าเพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของซาอุฯ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น “แหล่งความมั่นคงทางอาหาร” ให้แก่ซาอุฯได้ นอกจากนี้ ฝ่ายซาอุฯให้ที่ดินติดตั้งบูท Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง
“วันนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (Hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (Wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ อาทิ พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว โดยไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตลอดจนสนับสนุนแรงงานมีฝีมือเข้าไปช่วยพัฒนาซาอุดีอาระเบียให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ “วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประเทศในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว”
ซาอุฯ ออร์เดอร์มันสำปะหลังอัดเม็ดจากไทยเพิ่ม 30,000 ตันทันที
นอกจากนี้ นางศุภจีนำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าหารือกับนาย Ziyad A. Al-Sheikh ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Arabian Agricultural Services Company (ARASCO) หนึ่งในบริษัทขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่สำคัญที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหาร ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช ยาและวัคซีนสัตว์ ไปจนถึงบริการโลจิสติกส์ครบวงจร

ไทยได้หารือร่วมกับ ARASCO มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของบริษัทในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของซาอุดีอาระเบีย โดยสินค้า มันสำปะหลังอัดเม็ด เป็นหนึ่งในความร่วมมือสำคัญที่ได้เริ่มทดลองส่งออกไปก่อนหน้านี้จำนวนประมาณ 20,000 ตัน ซึ่งปรากฏว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี
“ARASCO มีหลักการ 4 เรื่องในการพิจารณานำเข้าวัตถุดิบ ได้แก่ ราคาที่เหมาะสม คุณภาพได้มาตรฐาน ส่งของได้ตามความต้องการ และต้องมีความต่อเนื่องไม่ขาดช่วง ซึ่งไทยสามารถตอบโจทย์ได้ครบ ทำให้วันนี้เขาตัดสินใจเพิ่มคำสั่งซื้ออีกราว 30,000 ตัน และหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ปีหน้าเขามองว่าจะมีความต้องการนำเข้าเพิ่มอีก 100,000 ตัน” นางศุภจีกล่าว
ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนโอกาสความร่วมมือเพิ่มเติมในด้านสินค้าเกษตรและอาหารหลากหลายประเภท ไทยได้เสนอสินค้าเพิ่มเติม เช่น ปลายข้าว, หญ้าเนเปียร์ สำหรับอาหารสัตว์ ตลอดจน อาหารเลี้ยงปลา และอาหารสัตว์ปีก ซึ่ง ARASCO ให้ความสนใจและพร้อมศึกษาต่อยอดธุรกิจร่วมกับไทยในระยะยาว นอกจากนี้ ARASCO ยังมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์ปีกภายในประเทศเพื่อเพิ่มการพึ่งพาตนเอง ไทยจึงได้เสนอศักยภาพในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารฮาลาลและการแปรรูปอาหาร
ทางผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้ามายังซาอุฯ ยังระบุว่า ไทยมีสินค้าพร้อมส่งออก เช่น ไก่แปรรูป เกี๊ยวซ่า ไส้กรอก นักเก็ต และผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง-พร้อมทานอื่น ๆ ซึ่งตลาดซาอุดีอาระเบียยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
ไทยมีความพร้อมเป็นแหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูงและพันธมิตรด้านอาหารที่เชื่อถือได้ ขณะเดียวกัน ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของธุรกิจในเครือ ARASCO เพื่อขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังตะวันออกกลางได้อีกมาก ทั้งด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ การร่วมลงทุนด้านอาหารหรือปศุสัตว์ และการพัฒนานวัตกรรมเกษตรหรือ Smart Farming
พาณิชย์ ลุย Hypermarket ใหญ่ซาอุดีฯ ปูทางสินค้าไทย
ขณะเดียวกัน นางศุภจี และคณะผู้บริหาร LuLu Hypermarket ริยาด ร่วมเปิดงาน Thailand Halal Food Festival 2025 ณ ห้างสรรพสินค้า LuLu Hypermarket ที่ริยาด ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีก รวมถึงห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวตะวันออกกลาง เพื่อขยายตลาดและโอกาสของสินค้าไทยในตลาดค้าปลีก โดยพบว่าสินค้าไทย อาทิ ข้าว ผักผลไม้ อาหารสำเร็จรูป ผักผลไม้กระป๋อง อาหารทะเลกระป๋อง ซอส เครื่องปรุง อาหารสัตว์เลี้ยง และของใช้ในครัวเรือน ได้รับความนิยมจากลูกค้าจากจุดเด่นด้านคุณภาพ

ตนได้เชิญชวนให้ LuLu Hypermarket พิจารณาขยายความร่วมมือกับเอกชนไทยในด้านต่าง ๆ อาทิ การนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พิเศษ เช่น ข้าวน้ำตาลต่ำ ข้าวปลอดสารเคมี เป็นต้น รวมทั้งผักผลไม้ที่มีศักยภาพ อาทิ ทุเรียน มะม่วง มะขามหวาน มังคุด ลำไย มะพร้าวหอม การร่วมลงทุนในธุรกิจด้านอาหารและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และการจัดหาสินค้าหรือบริการศักยภาพของไทยไปให้บริการในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยินดีที่จะเป็นตัวกลางประสานบริษัทที่เกี่ยวข้องของไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ตนได้เน้นย้ำความพร้อมของไทยในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงที่สามารถเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้ตะวันออกกลางได้ในระยะยาวด้วย
“LuLu Hypermarket เป็นธุรกิจค้าปลีกที่วางจําหน่ายสินค้าไทยมากที่สุดในซาอุดีอาระเบีย มีสาขาในซาอุดีอาระเบีย 56 สาขา และอีกกว่า 200 สาขาทั่วภูมิภาคอ่าวอาหรับ (GCC) นับเป็นผู้นำเข้าสินค้าไทยรายใหญ่ที่มีศักยภาพสูง มีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกระทรวงพาณิชย์ โดยตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ห้าง LuLu Hypermarket ที่ริยาดจะจัดงาน Thailand Halal Food Festival 2025 เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์และส่งเสริมสินค้าไทยให้กับผู้บริโภคในซาอุดีอาระเบียอีกด้วย”
งาน Thai Food Village ชูอาหารไทยสู่ตลาดซาอุดีฯ
สำหรับการร่วมงาน Thai Food Village หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ Saudi Feast Food Festival 2025 เทศกาลอาหารที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจัดโดย Saudi Culinary Arts Commission ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมซาอุดีอาระเบีย ตามคำเชิญของนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด โดยในปีนี้ ไทยได้รับเกียรติเป็นประเทศเกียรติยศ (Guest of Honour) โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ได้รับจัดสรรพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อจัดแสดงศักยภาพสินค้าอาหารไทย ผลไม้ไทย ทั้งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เครื่องปรุง อาหารแปรรูป รวมถึงเมนูอาหารไทยยอดนิยม อย่าง ต้มยำกุ้ง ผัดไทย ข้าวเหนียวมะม่วง ที่ชาวซาอุดีอาระเบียให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยสู่ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียซึ่งถือเป็นตลาดศักยภาพใหม่ของไทย ทั้งด้านจำนวนประชากร การเติบโตของเศรษฐกิจ และความต้องการบริโภคอาหารนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภายในงานยังได้พบปะและพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่เดินทางมาร่วมออกบูท เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการประกอบธุรกิจ การนำเข้า-ส่งออก และการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ในซาอุดีอาระเบีย กระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนการผลักดันสินค้าอาหารไทยให้เจาะตลาดซาอุดีอาระเบียมากขึ้น พร้อมเร่งแก้ไขข้อจำกัดที่ผู้ประกอบการเผชิญอยู่ เพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันและขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน
ในโอกาสนี้ Ms. Mayada Badr ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Saudi Culinary Arts Commission ได้ให้การต้อนรับและนำคณะไทยเยี่ยมชมบูทต่าง ๆ ภายในงาน Saudi Food Festival 2025 ก่อนนำเยี่ยมชมโซน Thai Food Village สำหรับงาน Saudi Feast Food Festival 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน-6 ธันวาคม 2568 ณ King Saud University กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และเป็นเวทีสำคัญสำหรับการพบปะผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป มีผู้เข้าชมงานจำนวนมากตลอดทั้งวัน
โดยบูทอาหารไทยเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับความนิยมสูง สะท้อนความต้องการสินค้าอาหารไทยที่เพิ่มขึ้นในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับการขยายการส่งออกของไทยในอนาคต ยกระดับสินค้าอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดตะวันออกกลางมากยิ่งขึ้น
มูลค่าการค้าไทย-ซาอุดีอาระเบีย
ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ซาอุดีอาระเบียครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สำหรับในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 2568) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 6,657.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย มูลค่า 2,168.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทย มูลค่า 4,488.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร (พิกัด 01-24) อันดับที่ 26 ของไทย ด้วยมูลค่าการส่งออก 247.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปซาอุดีอาระเบีย มีมูลค่า 219.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (3) ผลิตภัณฑ์ยาง (4) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ
สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (3) เคมีภัณฑ์ (4) สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (5) ก๊าซธรรมชาติ