Skip to content

ไทยส่ง F-16 ขึ้นโต้ กดเป้าปืนใหญ่กัมพูชา หลังฐานอนุพงศ์ถูกถล่ม ทหารเสียชีวิต 1 เจ็บ 2

08 ธ.ค. 2568 | 07:55น.
ไทยส่ง F-16 ขึ้นโต้ กดเป้าปืนใหญ่กัมพูชา หลังฐานอนุพงศ์ถูกถล่ม ทหารเสียชีวิต 1 เจ็บ 2

ด่วน ! F-16 เสิร์ฟไข่ไปแล้ว เพื่อปกป้องตัวเองตามหลักสากล ทบ.เผยไทยใช้อากาศยานตอบโต้ ส่ง F-16 ขึ้นกดเป้าปืนใหญ่กัมพูชา หลังฐานอนุพงศ์ถูกถล่ม เสียชีวิต 1 เจ็บ 2 ทอ.แจงปฏิบัติการทางอากาศต่อเป้าหมายทหารกัมพูชา ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อเวลา 07.10 น. พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเริ่มมีการใช้อากาศยาน กระทำต่อเป้าหมายคือที่ตั้งยิงอาวุธ สนับสนุนของฝ่าย กัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า

เนื่องจากเป้าหมายเหล่านั้น ได้มีการใช้อาวุธปืนใหญ่ และเครื่องบินลูกระเบิด กระทำต่อฝ่ายไทย ที่บริเวณฐานอนุพงศ์ เป็นเหตุให้มีกำลังพลเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บจำนวน 2 นาย

รายงานข่าวจากกองทัพอากาศเปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ใช้เครื่องบิน F-16 ในการสนับสนุนภาคพื้น โดยเป้าหมายอยู่ที่ปืนใหญ่ฝั่งกัมพูชาที่ยิงเข้ามาฝั่งไทย ขณะนี้กำลังปฏิบัติภารกิจ

รายงานข่าวแจ้งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.00 น. จากเดิมมีกำหนดการเดินทางออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ในเวลา 07.30 น. เพื่อลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์)

พลอากาศโทจักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังสุรนารี ในการตอบโต้การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ที่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของไทย รวมทั้งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ชายแดน และกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ จากข้อมูลการตรวจสอบทางยุทธการพบว่า มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัดกำลังรบ และการเตรียมการสนับสนุนด้านการยิงของกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายวงของการปฏิบัติการทางทหารในลักษณะที่คุกคามเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดนไทย จึงนำไปสู่การใช้กำลังทางอากาศ เพื่อยับยั้งและลดศักยภาพทางทหารของกัมพูชาในระดับที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ กองทัพอากาศได้ปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบ โดยกำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ซึ่งถูกประเมินว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง พร้อมทั้งยังตรวจสอบผลการโจมตี เพื่อยืนยันว่าการปฏิบัติการเป็นไปตามหลักสากลของการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defence) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) อย่างเคร่งครัด

กองทัพอากาศตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ และยังคงยึดมั่นในการดำเนินมาตรการทุกขั้นตอน เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงและลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

กองทัพอากาศยืนยันว่า จะปฏิบัติการทางอากาศบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ และจะตอบสนองต่อภัยคุกคามที่มีผลกระทบต่อเอกราชอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้เป้าหมายสูงสุด คือการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568

โดยก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะส่งผลต่อการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายเอกนิติปฏิเสธตอบคำถาม ระบุเพียงว่า “ขอขึ้นไปประชุม ครม.เศรษฐกิจก่อน”

เมื่อถามย้ำถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ ไปถึงไหน นายเอกนิติ ยังคงปฏิเสธตอบคำถาม ก่อนระบุว่า ขออนุญาตครับ ขออนุญาตไปเตรียมการประชุมก่อน

พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ได้สั่งการให้ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ในการดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังให้ดูแลเรื่องการจราจร ขณะที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้สั่งให้สนับสนุนกำลังพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการตามปกติอยู่แล้ว

ส่วนการอพยพคนยังเหลือเพียงบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ สำหรับพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ได้มีการเตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่การส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เพื่อไปเป็นหน่วยสนับสนุน ซึ่งขณะนี้รอรับฟังคำสั่งทางทหาร รวมถึงพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2

นายกฯออกแถลงการณ์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิดในทุกระยะ และได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงบูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด

รัฐบาลขอยืนยันว่าประเทศไทยจะดำรงความมุ่งมั่นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และในวันนี้ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีมติยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือจะมีปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น

รัฐบาลมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้องพี่น้องประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน พร้อมกันนี้ รัฐบาลขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่และความปลอดภัย ที่พักพิง อาหาร น้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ และสวัสดิการที่จำเป็นอย่างเต็มความสามารถ

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า เพื่อความถูกต้องของข้อมูล และเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก รัฐบาลขอวิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางราชการเท่านั้น และมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลจะบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกเหล่าทัพ และหน่วยงานความมั่นคงทุกระดับ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า การปกป้องประเทศชาติและความปลอดภัยของประชาชน คือภารกิจสูงสุดของรัฐบาลและกองทัพไทย ประเทศไทยไม่เคยต้องการเห็นความรุนแรง โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกรานแต่อย่างใด แต่ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตย และจะดำเนินการอย่างมีเหตุ มีผล รอบคอบ และยึดหลักสันติภาพ ความมั่นคง และมนุษยธรรมเป็นสำคัญ โดยรัฐบาลจะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้