ครม.ไฟเขียวโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ใช้ AMC รับซื้อหนี้ NPL ไม่เกิน 1 แสน
ครม.ไฟเขียวโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ใช้ AMC รับซื้อหนี้ NPL ไม่เกิน 1 แสน
ครม.อนุมัติโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เดินหน้า AMC ซื้อหนี้รายย่อย ช่วยลูกหนี้ NPL ไม่เกิน 1 แสนบาท ปรับโครงสร้าง–ปิดจบหนี้ คาดช่วยลูกหนี้ได้ 2.3 ล้านบัญชี
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบหลักการและแนวทางการดำเนินโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) หรือโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (โครงการฯ) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
และมอบหมาย กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการฯ ให้เห็นผลโดยเร็วและร่วมกันดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง 1. รัฐบาลได้มีนโยบายด้านเศรษฐกิจภายใต้ นโยบายเร่งด่วน “Quick Big Win” ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นำนโยบายดังกล่าวมากำหนดเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงาน 5 เสาหลัก เพื่อเร่งรัดการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วย (1) กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว (2) ลดภาระหนี้ประชาชน
(3) เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises/SMEs) (4) เพิ่มการออมภาคประชาชนและ (5) การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
กค. ได้หารือร่วมกับ ธปท. และภาคสถาบันการเงินเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ ภายใต้เสาหลักที่ 2 ลดภาระหนี้ประชาชน มีเป้าหมายหลักคือการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสถานะดังกล่าวโดยเร็ว และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต ควบคู่กับการลดแรงกดดันจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่อยู่กับสถาบันการเงิน
2.โครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) หรือ โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ เป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาในการชำระหนี้ โดยการรับซื้อหนี้เสียของลูกหนี้รายย่อยผ่านกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์( AMC) ช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ มีสาระสำคัญ ดังนี้
2.1 หลักการ ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ NPLs ให้สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ มีประวัติการชำระหนี้ที่นี้ที่ดีขึ้น และปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น รวมทั้งมีโอกาสเข้าถึงเชื่อในระบบได้เร็วขึ้น โดยการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นโครงการเฉพาะกิจที่จะให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดเท่านั้น รวมทั้งจะกำหนดแนวทางจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้และรักษาวินัยในการชำระหนี้ควบคู่ไปด้วย
2.2 คุณสมบัติลูกหนี้และประเภทสินเชื่อ
2.2.1 ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่มีสถานะ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 เป็นหนี้ที่มีการค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาเกินกว่า 90 วันนับแต่วันครบกำหนดชำระ และมีภาระหนี้ NPLs รวมทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย
2.2.2 ประเภทสินเชื่อที่รับซื้อ คือ สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น และสินเชื่อที่เคยมีหลักประกันมีการบังคับหลักประกันแล้วหรือไม่สามารถติดตามทรัพย์ได้ และยังคงเหลือภาระหนี้คงค้างที่สามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมายจากธนาคารพาณิชย์ บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIS)
2.3 รูปแบบการให้ความช่วยเหลือและเงื่อนไขของโครงการฯ
2.3.1 กรณีลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ ทางการเงินของธนาคารพาณิชย์
(1) ธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่ได้รับมอบหมาย ตามราคากลางและวิธีการบริหารจัดการหนี้ ที่ตกลงร่วมกัน
(2) บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่ได้รับมอบหมาย ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้หลังรับซื้อหนี้โดยการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ตามแนวทางที่ ธปท. กำหนด ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ (1) การจ่ายชำระหนี้บางส่วนเพื่อปิดบัญชีจบหนี้ และ (2) การผ่อนชำระหนี้ เป็นงวด ระยะเวลาสูงสุด 3 ปี สำหรับภาระดอกเบี้ยในระหว่างเข้าร่วมมาตรการจะถูกพักไว้ โดยหากลูกหนี้ปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขจะยกเว้นดอกเบี้ยทั้งจำนวน ทั้งนี้ การบริหารจัดการหนี้ภายหลังปีที่ 3 เป็นต้นไปจะพิจารณาให้สอดคล้องกับศักยภาพของลูกหนี้ต่อไป
2.3.2 กรณีลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs)
(1) สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ขายและโอนหนี้ให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่ได้รับมอบหมาย ตามราคากลางและวิธีการบริหารจัดการหนี้ที่ตกลงร่วมกัน
(2) บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่ได้รับมอบหมาย ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้หลังรับซื้อหนี้ โดยการปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อลดภาระหนี้ตามแนวทางที่ ธปท. กำหนดเช่นเดียวกับ ข้อ 2.3.1 (2) เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFls) สอดคล้องกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์
2.3.3 กำหนดแนวทางจูงใจให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้และรักษาวินัยในการชำระหนี้ควบคู่ไปด้วย โดยกำหนดแนวทางให้มีการรายงานประวัติการชำระหนี้ ของลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการฯ แก่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau: NCB) เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมของสถาบันการเงินเพื่อให้ลูกหนี้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองหรือมีแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่การขอสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ ในการพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมดังกล่าว ให้สถาบันการเงินพิจารณารายได้ของลูกหนี้ โดยใช้รายได้ที่แสดงต่อกรมสรรพากรในการยื่นรายการภาษีเงินได้ และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เป็นสำคัญ
2.3.4 ทั้งนี้ ในกรณีที่ลูกหนี้รายเดียวกันมียอดสินเชื่ออยู่ทั้งในกรณีลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ตามข้อ 2.3.1 และกรณีลูกหนี้ของ SFls ตามข้อ 2.3.2 ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่ได้รับมอบหมาย บริหารจัดการหนี้แบบรวมศูนย์ตามแนวทางที่ ธปท. กำหนด นอกจากนี้ สำหรับภาระภาษีที่อาจจะเกิดขึ้นเพิ่มเติมจากการดำเนินการตามโครงการฯ ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) หรือบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่ได้รับมอบหมายหารือกับ กค. ต่อไป
3. การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) เพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้ครอบคลุมกลุ่มลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีคุณสมบัติที่กำหนดอย่างครบถ้วน สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะมีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นมาตรการเฉพาะกิจของแต่ละธนาคาร เพื่อบริหารจัดการหนี้ให้เหมาะสมกับศักยภาพของลูกหนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ซึ่งเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์
เช่น มาตรการปิดบัญชีลดเงินต้นยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด มาตรการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ที่ผ่อนปรนมากกว่าเกณฑ์ปกติของธนาคาร การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญสำหรับลูกหนี้ขาดศักยภาพ เป็นต้น โดยการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ลูกหนี้ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) หมดภาระหนี้ หลุดพ้นจากประวัติหนี้เสีย และมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เร็วขึ้น
เป้าหมายลูกหนี้ที่คาดว่าจะเข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือ ลูกหนี้ที่คาดว่าจะเข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือจากโครงการฯ และการให้ความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) มีจำนวนประมาณ 2.36 ล้านบัญชี
ทั้งนี้ ลูกหนี้รายย่อยของสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) และเจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากลูกหนี้ข้างต้น จะได้รับการพิจารณาช่วยเหลือในลักษณะเดียวกับโครงการฯ ในระยะถัดไป เพื่อให้การช่วยเหลือ ยึดแกนลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง (Debtor Centric)
4. แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
4.1 การยกระดับข้อมูลหนี้สินครัวเรือนที่จัดเก็บในระบบฐานข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภท ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) บริษัทบริหารสินทรัพย์ สหกรณ์ และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาพร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลฐานข้อมูลภาระหนี้นอกระบบ และข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีข้อมูลที่ครบถ้วน
4.2 การผลักดันให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based Pricing) ของลูกหนี้ที่เหมาะสม โดยอาจนำอารีย์สกอร์ (Ari Score) ที่ กค. กำลังพัฒนาเป็นเครื่องมือทางเลือกหนึ่งในการคำนวณคะแนนเครดิตโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ร่วมมือกับ กค. ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ภายใต้กรอบนโยบายที่ กค. กำหนด
เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์สินเชื่อของลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของทุกฝ่าย รวมทั้งดูแลความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศตามมาตรฐานสากลและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสามารถทราบและเข้าใจศักยภาพของลูกหนี้ระดับบุคคล ครัวเรือน และ SMEs ซึ่งจะทำให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถออกแบบมาตรการที่จะเข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้และแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนได้อย่างเหมาะสม ตรงจุด และทันการณ์ต่อไป
4.3 การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการยกระดับรายได้ผ่านการส่งเสริมแรงงาน ทั้งการยกระดับทักษะฝีมือแรงงาน การมีกระบวนการรับรองระดับฝีมือแรงงานรวมถึงการดูแลให้ SMEs ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ (Supply Chain) ได้รับความเป็นธรรมในการค้ากับธุรกิจ รายใหญ่ พร้อมทั้งผลักดันให้ธุรกิจรายใหญ่มีบทบาทในการดูแลคู่ค้า SMEs ให้สามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันได้
5.คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจในคราวประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ได้มีมติรับทราบแนวทางการดำเนินโครงการฯ ตามที่ กค. เสนอและให้ กค. นำเรื่องนี้เสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบตามขั้นตอน รวมถึงมอบหมาย กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดัน โครงการฯ ให้เห็นผลโดยเร็วและร่วมกันดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป