เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

นักวิชาการ ชี้ยังไม่ใช่เวลาเจรจาสันติภาพ ต้องปกป้องอธิปไตยก่อน แนะวิธีสื่อสารเชิงรุก

11 ธ.ค. 2568 | 14:52น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ระบุ ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพูดคุยเจรจาสันติภาพกับกัมพูชา แต่ปลายทางคือต้องเจรจาบนโต๊ะ ชี้ไทยต้องปกป้องอธิปไตยไปจนสถานการณ์กลับสู่ปกติก่อนแล้วค่อยคุย แนะต้องเพิ่มประเด็นการสื่อสารให้ประชาคมโลกเข้าใจว่าไทยกำลังป้องกันภัยคุกคาม ไม่ใช่แค่ป้องกันการถูกโจมตีก่อนเท่านั้น

ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปิดการเจรจาสันติภาพกับกัมพูชา เนื่องจากพฤติการณ์ที่ตรวจพบสถานการณ์ความตึงเครียดเกิดจากการที่กัมพูชาได้กระทำการล่วงล้ำต่ออำนาจอธิปไตยของไทย ไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกันตนเองให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อน การเจรจาจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างมีเสถียรภาพ และเป็นไปเพื่อสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนตามกรอบข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

“ไทยต้องสื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจอย่างชัดเจน ว่าศักยภาพทางการทหารที่สูงกว่าของไทยถูกใช้ด้วยความยับยั้งชั่งใจ โดยจำกัดเป้าหมายไว้เฉพาะภัยคุกคามทางทหาร เพื่อป้องกันความสูญเสียของพลเรือนทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะของไทยเท่านั้น เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง ไทยย่อมพร้อมเปิดช่องเพื่อกลับไปสู่กระบวนการเจรจาและปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพที่มีอยู่เดิมระหว่างสองประเทศ” ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าวว่า สิ่งที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ดำเนินการอยู่ในขณะนี้เป็นวิธีการเดิม ๆ เพื่อสร้างให้เกิดภาพต่อประชาคมโลกว่ากัมพูชาเป็นประเทศเล็กและเป็นเหยื่อที่กำลังโดนประเทศใหญ่อย่างไทยรังแก ด้วยการโจมตีอาวุธหนักใส่พลเรือนของกัมพูชา ซึ่งการสื่อสารระหว่างประเทศของไทยในขณะนี้ถือว่าดำเนินการได้ดี คือชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไทยใช้อำนาจป้องกันตนเองตามความจำเป็น ต่อภัยคุกคามที่เกิดจากฝ่ายกัมพูชา โดยควรเน้นเพิ่มเติมว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการป้องกันภัยคุกคามเฉพาะหน้า ไม่ใช่เพียงตอบโต้การถูกโจมตีก่อนเท่านั้น

“ควรสื่อสารให้ชัดว่า การดำเนินการของไทยเป็นการป้องกันภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงและอธิปไตยของไทย การโจมตีของไทยเป็นการจำกัดเป้าหมาย โดยไม่เกี่ยวข้องกับพลเรือน และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการทำลายโครงสร้างการทหารของกัมพูชาอย่างเป็นระบบ หรือแทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชาแต่อย่างใด” ผศ.ดร.ธนภัทรกล่าว

รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงกล่าวว่า ประเด็นหลักที่ไทยควรสื่อสารต่อประชาคมโลกคือ การบอกว่า ประเทศไทยกระทำการทางการทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยตนเองเท่านั้น และยังคงยอมรับในกระบวนการเจรจาสันติภาพ โดยเชื่อมั่นในหลักสันติวิธีและหลักของสิทธิมนุษยชน ไม่ได้มองเรื่องนี้ในมุมมองแบบชาตินิยมสุดขั้ว

รศ.ดร.วิไลวรรณกล่าวว่า ภาพรวมการสื่อสารของไทยในเหตุการณ์ไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ยังเป็นการสื่อสารแบบตั้งรับ แตกต่างกับกัมพูชาที่สื่อสารเชิงรุก ซึ่งในสถานการณ์สงครามนั้น ผู้ที่ทำการสื่อสารก่อนย่อมได้เปรียบเสมอ ดังนั้น ประเทศไทยควรแต่งตั้งหน่วยงานหรือบุคคลที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารเชิงรุกอย่างชัดเจน และเลือกประเด็นการสื่อสาร เช่น การดำเนินการทางทหารในขณะนี้เป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของตัวเอง และตอกย้ำประเด็นการสื่อสารนี้อย่างต่อเนื่อง

นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าวว่า นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2568 เป็นต้นมา ผู้นำกัมพูชามีความพยายามทำสิ่งที่เรียกว่า Grand Narrative หรือการสร้างเรื่องเล่าขนาดใหญ่ เพื่อสื่อสารให้คนในประเทศและประชาคมโลกเกิดความรู้สึกเห็นใจต่อสิ่งที่กัมพูชาในฐานะประเทศเล็ก ๆ ต้องพบเจอ คือเป็นเหยื่อที่น่าสงสารจากการกระทำของไทยที่มีศักยภาพทางการทหารสูงกว่า นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่สื่อต่างประเทศระดับแนวหน้าอย่าง CNN, BBC, The Guardian และ Al Jazeera ต่างรีบนำเสนอข่าวในช่วงแรกว่าไทยเป็นผู้เปิดฉากการโจมตีทางอากาศกัมพูชาก่อน

ทั้งนี้ การตอบโต้ Grand Narrative ที่กัมพูชาสร้างขึ้นด้วยข้อมูลเท็จนั้น ไทยต้องตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เชื่อถือได้ ที่สำคัญคือต้องตอบสนองด้วยความรวดเร็ว และไม่ใช้ความคิดเห็น (Opinion) ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยมแบบที่ผ่าน ๆ มา สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการสื่อสารของไทยต้องไม่ใช้ข่าวปลอมมาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเด็ดขาด เพราะวิธีการนี้จะเกิดผลบวกในระยะสั้น แต่จะสร้างผลกระทบเสียหายมหาศาลในระยะยาว

รศ.ดร.วิไลภรณ์ โคตรบึงแก อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีประสบการณ์การอพยพจากภัยพิบัติต่าง ๆ มาแล้ว แต่การอพยพจากเหตุไทย-กัมพูชาครั้งนี้ดูมีแนวโน้มใหญ่ที่สุด ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องให้น้ำหนักความสำคัญกับความพร้อมในศูนย์อพยพเป็นลำดับแรก ๆ

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้อพยพหลักแสนรายอาจเกินกำลังในการจัดดูแลอย่างทั่วถึงของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างกลุ่มที่มีความต้องการจำเป็น หรือมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้องรัง และคนพิการ ฉะนั้น ในระยะสั้นควรจะนำคนในพื้นที่มาอบรมเพื่อเป็นอาสาสมัครในการทำงานด่านหน้า และประสานการทำงานมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือภาคีองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองการช่วยเหลือผู้อพยพในศูนย์พักพิงได้ทันท่วงที

ส่วนในระยะยาว ควรจัดทำฐานข้อมูลผู้อพยพ เพื่อติดตามประเมินผลทั้งสุขภาพร่างกาย จิตใจ และสังคมเมื่อเดินทางกลับบ้านว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ภาครัฐควรจะมีมาตรการในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ชายแดนไทย-กัมพูชา