เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เอกชน แนะรัฐบาลใหม่ 3 สูตรฟื้นฟูเศรษฐกิจด่วน เร่ง FTA – ดึงลงทุน

03 ม.ค. 2569 | 16:41น.
เอกชน แนะรัฐบาลใหม่ 3 สูตรฟื้นฟูเศรษฐกิจด่วน เร่ง FTA – ดึงลงทุน

เอกชน แนะรัฐบาลใหม่ 3 สูตรฟื้นฟูเศรษฐกิจด่วน เร่ง FTA – ดึงลงทุน

รองประธานฯหอการค้าไทย มอง ‘คนละครึ่งพลัส’ พยุงระยะสั้นไม่ควรเป็นนโยบายหลัก แนะรัฐบาลใหม่ 3 ภารกิจเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ เร่ง FTA – ดึงลงทุน – วางโครงสร้างให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

มติชนรายงานว่า นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยถึงภาพรวมโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ผ่านมา ว่า โครงการนี้ถือว่าเข้ามาได้ถูกจังหวะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างหนัก และช่วยประคองการบริโภคในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ให้ผ่านพ้นมาได้ในระดับที่น่าพอใจ ท่ามกลางภาวะ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ที่ลดต่ำลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตามมาตรการลักษณะดังกล่าว ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากใช้งบประมาณจำนวนมาก

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า หลังมาตรการคนละครึ่งพลัสสิ้นสุดลง และประเทศเข้าสู่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง คาดว่าเศรษฐกิจจะไม่ถึงกับหยุดนิ่ง เนื่องจากจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนจากกิจกรรมทางการเมือง เช่น การหาเสียง การผลิตสื่อโฆษณา และการจ้างงานต่าง ๆ ของพรรคการเมือง ซึ่งช่วยพยุงระบบเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

แต่ในช่วงดังกล่าว รัฐบาลรักษาการจะไม่สามารถเดินหน้าโครงการใหม่หรือโครงการขนาดใหญ่ได้มากนัก โดยต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร อย่างไรก็ตามในปี 2569 นี้ เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาคเอกชนไทยจึงต้องเร่งปรับตัวและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด โดยต้องจับตาดูประเทศที่เริ่มฟื้นตัวก่อนเพื่อเร่งขยายโอกาสทางการค้าและการส่งออกอย่างระมัดระวัง

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับนโยบายประชานิยม เช่นการแจกเงินหมื่นบาทหรือการนำมาตรการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกครั้งนั้น ตนเห็นว่านโยบายแจกเงินอาจจำเป็นในบางจังหวะที่เศรษฐกิจวิกฤตจริง ๆ แต่ไม่ควรใช้เป็นมาตรการหลักอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี ซึ่งเม็ดเงินของรัฐควรถูกนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้สามารถแข่งขันได้ และยืนหยัดดูแลตัวเองได้ในระยะยาว มากกว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียว

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า นโยบายประชานิยมลักษณะนี้ เห็นว่ายังต้องพิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายและการตรวจสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะแหล่งที่มาของเงิน และภาระด้านงบประมาณ เนื่องจากปัจจุบันรัฐใช้เงินงบกลางเป็นจำนวนมาก หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ อาจไม่เหลือเงินเพียงพอสำหรับการรับมือ

นายวิศิษฐ์ คาดว่า ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่อย่างเป็นทางการราวกลางปี 2569 หรือประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569 ซึ่งภารกิจเร่งด่วนอันดับแรกหนีไม่พ้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก 1.การเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) สนับสนุนให้ข้าราชการเตรียมข้อมูลให้พร้อม เพื่อให้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มสามารถลงนามในกรอบความร่วมมือทางการค้าต่าง ๆ ได้ทันที เพื่อกระตุ้นยอดส่งออก

2.การมีนโยบายการลงทุนที่ชัดเจน เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของนโยบายเดิมและเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติที่กำลังรอการตัดสินใจ 3.แก้ปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วน โดยวางโครงสร้างให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีนักลงทุนหลายรายที่กำลังชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูความชัดเจนทางการเมือง แต่หากรัฐบาลใหม่เข้ามาและแสดงทิศทางที่ชัดเจนเชื่อว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2569 ให้เดินหน้าต่อได้