Skip to content

“กรณ์” ชงข้อเสนอ ปชป. แก้กฎหมายเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.–ปปง. ฟื้นเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

15 ม.ค. 2569 | 14:45น.
“กรณ์” ชงข้อเสนอ ปชป. แก้กฎหมายเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.–ปปง. ฟื้นเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

“กรณ์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้รัฐต้องเอาจริงกับปัญหาทุจริตทุกรูปแบบในตลาดทุน พร้อมดันแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. เอาผิดนอมินี-เสนอให้ ปปง.ยึดทรัพย์ได้ทันทีไม่ต้องรอคำสั่งศาล หากพิสูจน์ที่มาของเงินไม่ได้

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงาน “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด ?” จัดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ว่า การที่ตลาดหุ้นจะฟื้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ยังต้องอาศัย 3 เงื่อนไขหลัก ได้แก่ ความเชื่อมั่น สินค้าในตลาดทุนที่มีคุณภาพ และกติกาที่เป็นธรรม

นายกรณ์ระบุว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของตลาดทุนไทย โดยเฉพาะจากกรณีปัญหาทุจริตและการใช้ตลาดหุ้นในทางมิชอบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา หากจำแนกปัญหาออกเป็นกลุ่ม จะเห็นได้ 2 ลักษณะหลักคือ พฤติกรรมทุจริตของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาดทุน เช่น การโกงบัญชี การซื้อขายหุ้นผิดปกติ ซึ่งหลายกรณีเป็นที่รับรู้ในสังคม อย่างคดีหุ้น STARK และ MORE รวมถึงการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน

ทั้งสองลักษณะนี้มีผู้เกี่ยวข้องหลักคล้ายกัน โดยเริ่มตั้งแต่โบรกเกอร์ ซึ่งถือเป็นด่านแรกในการคัดกรองผู้ซื้อขายหุ้น หากมีผู้ไม่พึงประสงค์เข้ามาเกี่ยวข้อง โบรกเกอร์ย่อมหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ ถัดมาคือตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะผู้ติดตามและมอนิเตอร์พฤติกรรมการซื้อขาย และที่สำคัญที่สุดคือหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง คือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

นายกรณ์กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ได้ติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยอมรับว่ารู้สึก “ผิดหวัง” ต่อการดำเนินงานของหน่วยงานกำกับดูแล และเห็นว่าหากต้องการเรียกความน่าเชื่อถือของตลาดทุนกลับคืนมา ภาครัฐต้องเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้ โดยเฉพาะเรื่องภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่กรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯบางราย ซึ่งมีข้อกล่าวหาเชื่อมโยงกับทุนเทาและการฟอกเงิน ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้จะย้ำว่าไม่ได้กล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำผิด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเกี่ยวโยงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และศรัทธาของตลาดทุน รวมถึงกรณีประธาน ก.ล.ต.ที่เกี่ยวข้องกับการลงนาม MOU ซึ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนัก และอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมชี้ว่าตำแหน่งประธาน ก.ล.ต.มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนอยู่ที่คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากฝ่ายบริหารเอาจริงสามารถจัดการได้ทันที

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าต่อสู้กับกระบวนการทุจริตทุกรูปแบบในตลาดทุนอย่างจริงจัง หากกฎหมายบางประเด็นอาจยังไม่เอื้อต่อการทำงานของ ก.ล.ต. โดยเฉพาะเรื่องการใช้นอมินี พรรคพร้อมผลักดันให้แก้ไขให้มีอำนาจครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการพิสูจน์ผู้ถือประโยชน์ที่แท้จริง เสนอให้ ปปง.มีอำนาจยึดทรัพย์ได้ทันที หากไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของเงินได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล นอกจากนี้ ยังเสนอให้การซื้อขายสินทรัพย์มูลค่าสูง อย่างอสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ ไม่สามารถใช้เงินสดได้ เพื่อความโปร่งใสในการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน

นายกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดทุนที่ดีต้องมี “สินค้าที่ดี” ซึ่งภาครัฐสามารถส่งเสริมได้ด้วยการเปิดเสรีและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดการลงทุนจากบริษัทใหม่ ๆ และเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน

บอกจากนี้ ยังต้องมี “กติกาที่เป็นธรรม” โดยต้องครอบคลุมตั้งแต่เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีทุกกลุ่ม ไปจนถึงกติกาการซื้อขายหุ้นในตลาดทุน โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการซื้อขายแบบความถี่สูง (High Frequency Trading : HFT) และการยืมหุ้น (Short Sell) ซึ่งต้องสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้เล่นรายใหญ่กับนักลงทุนรายย่อย

งาน “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?”